New Release BLY แปล : Security Blanket ห่มรักที่พักใจ 2

อัพเดทข่าวบงกชบุ๊คส์ ความเคลื่อนไหว และกิจกรรมพิเศษ ตลอดจนร่วมสนุกชิงรางวัลพร้อมของรางวัลมากมาย

Moderator: P'Bly, Gals, พี่บี

ตอบกลับโพส
Gals
โพสต์: 995
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 13 ก.พ. 2009 3:47 pm

New Release BLY แปล : Security Blanket ห่มรักที่พักใจ 2

โพสต์ โดย Gals »

คืนนี้อดทนไว้สักคืนเถิด
แล้วต่อจากนี้จะกัดฟันทนได้ง่ายขึ้นเอง


“ผมเป็นพ่อของริว”
ในวันที่เกิดเรื่องขึ้นมากมายเกินรับไหว ก็มีคำพูดซัดเข้ามาปิดฉากในตอนสุดท้าย
“ได้โปรด ผมอยากคุยกับริว”
ชายหนุ่มจับมือของริวที่กำลังอึ้ง คนคนนี้น่ะหรือคือพ่อของเขา
“แค่นิดเดียวก็ได้ ได้โปรดเถอะนะขรับ”
“...คะ ครับ”
ในขณะที่กำลังเหม่อลอย รถเมล์ที่มุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟก็มาถึงป้ายพอดี มิยะถูกจูงมือให้ขึ้นไปบนรถซึ่งไม่มีผู้โดยสาร ในเมืองคาซึเนะนั้นทุกคนจะกินข้าวที่บ้าน ดังนั้นตั้งแต่เวลานี้เป็นต้นไปจึงแทบไม่มีคนออกมาในเมือง ทั้งสองคนนั่งบนเก้าอี้ยาวท้ายรถข้างๆ กัน รถเมล์เคลื่อนล้อออกจากป้ายอย่างไร้เสียง
“ผมชื่อมาเรียโน เด ลูกัส เป็นชาวสเปนขรับ”
“...มิยะ ริวโนสุเกะครับ”
ต่างฝ่ายต่างโค้งทักทายยินดีที่ได้รู้จักให้กัน มาเรียโนผู้เป็นพ่อจ้องมองมิยะด้วยแววตาเศร้าสร้อย มิยะหนักใจ เขาอาจพลาดที่ทักทายไปว่า ‘ยินดีที่ได้รู้จัก’ ทั้งที่อีกฝ่ายเป็นพ่อแท้ๆ ก็ได้ แต่อย่างไรนี่ก็เป็นการพบเจอกันครั้งแรกนี่นา มาเรียโนหันมายิ้มให้ขณะที่เขาคิดอย่างนั้น
“ยินดีที่ได้รู้จักขรับ ผมอยากเจอริวมากเลย ริว เต เกียโร”
“เต เกีย...?”
“ผมรักเธอ”
เมื่อถูกส่งยิ้มมามิยะก็ยิ่งหนักใจ นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดมาที่ได้เจอหน้าพ่อ เขานึกว่าในเวลาแบบนี้จะรู้สึกซาบซึ้งกว่านี้เสียอีก เขานึกว่าพ่อทิ้งแม่และเขาไปนานแล้ว ดังนั้นเขาควรดีใจมากกว่านี้หรืออาจจะแค้นเคืองมากกว่านี้แท้ๆ แต่หัวใจกลับสงบดั่งน้ำนิ่ง รถเมล์วิ่งไปอย่างเงียบเชียบท่ามกลางทิวทัศน์ยามเย็นที่มิยะเห็นจนคุ้นตา
...นี่เรากำลังจะไปที่ไหนกันนะ
ไม่รู้หรอก แต่เขาไม่อยากกลับบ้าน
มิยะไม่อยากเจอหน้าบุคคลซึ่งเขาควรจะรักเลย คานาเอะ คุนิโอะ ทาคาซาโงะ ทั้งสมองทั้งหัวใจคิดถึงเพียงแต่เรื่องนั้นจนไม่มีเวลาไปคิดถึงเรื่องพ่อ เหมือนกับแก้วที่ถูกรินน้ำลงไปจนถึงขอบ หากรินลงไปเพิ่มอีกสักหยดก็คงจะล้นออกมา รู้สึกราวกับจิตใจถูกทำให้เจือจางจนด้านชา
พวกเขาลงรถเมล์ที่หน้าสถานีแล้วเข้าแมค มิยะสั่งวานิลลาเชก นั่งหันหน้าเข้าหาด้านในของร้านที่คึกคักไปด้วยนักเรียน การพบหน้าที่ห่างไกลจากความซาบซึ้งกำลังจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง
“ชื่อของเธอตรงตามที่โนโซมิให้สัญญาเอาไว้เลย...ริวโนสุเกะ”
มาเรียโนสมัยยังหนุ่มที่หลงใหลในวัฒนธรรมญี่ปุ่นนั้นยืนกรานหนักแน่นว่าหากลูกเกิดมาแล้วจะตั้งชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น ส่วนโนโซมิผู้เป็นแม่อยากตั้งชื่อสเปนจึงได้ทะเลาะกันทุกคืน
“สนุกมากเลยล่ะ ทุกคืนเอาแต่คุยกันบนเตียงเดี่ยวในห้องของโนโซมิว่าถ้าลูกเกิดมาเป็นผู้ชายจะตั้งชื่อว่า ‘ริวโนสุเกะ’ แต่ถ้าเป็นผู้หญิงจะตั้งว่า ‘บลังกา’ ...โนโซมิเป็นเหมือนดวงตะวันของผมขรับ”
มาเรียโนค่อยๆ พูดด้วยภาษาญี่ปุ่นกระท่อนกระแท่น
ในตอนนั้นมาเรียโนอายุสิบเก้าปี หลังเรียนจบชั้นมัธยมปลายก็แต่งกลอนพลางเดินทางอย่างไร้จุดหมายไปทั่วโลก และตอนนั้นก็ได้เจอกับโนโซมิที่อายุมากกว่าสองปีเข้า หากนับแล้วตอนนี้ก็อายุสามสิบเจ็ดปีเท่ากับคานาเอะหรือทาคาซาโงะ
“เอ่อ ยังดูหนุ่มมากเลยนะครับ”
“ถูกบอกแบบนั้นบ่อยเหมือนกันขรับ หน้าตาของผมไม่ค่อยเปลี่ยนมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว ทุกคนชอบพูดว่าเพราะผมเอาแต่แต่งกลอน ทำตัวไร้จุดหมาย นิสัยก็เลยไม่โตขึ้นสักที”
มาเรียโนที่กำลังดูดวานิลลาเชกอยู่นั้น ดูอย่างไรอย่างมากก็เหมือนอายุเพียงยี่สิบกลางๆ
“แต่งกลอนด้วยเหรอครับ?”
“อ่านไหม?”
มาเรียโนหยิบหนังสือออกจากกระเป๋าเป้เดย์แพ็กที่ผ่านสมรภูมิมานาน หน้าปกเก่าเยิน มุมกระดาษม้วนยับ เมื่อเปิดดูด้านในก็เป็นธรรมดาที่จะพบภาษาสเปนซึ่งอ่านไม่ออก
“นี่เป็นกลอนที่แต่งให้โนโซมิ”
มาเรียโนยื่นมือมาพลิกหน้าหนังสือ ชายหนุ่มแปลกลอนที่ตนชี้เป็นภาษาญี่ปุ่นให้เขาฟัง ‘นกน้อยร้องเจื้อยแจ้วอยู่ในครัวเล็กๆ ...ที่รัก วันนี้จะเอาไข่ไปทำอะไรกินดี?’
“โนโซมิน่ารักมาก แล้วก็ใจดีมากขรับ”
มาเรียโนหลับตาลงราวกับรำลึก การที่เขาได้เดินทางมายังประเทศญี่ปุ่นที่ตนใฝ่ฝันนั้นเป็นเรื่องดี แต่เพราะเงินหมดเกลี้ยงบวกกับการที่เขาเป็นคนต่างชาติจึงทำงานอย่างเปิดเผยไม่ได้ ทำให้ต้องหาเงินกับการเป็นบริกรที่คาบาเรต์คลับซึ่งยืดหยุ่นในเรื่องนั้น และโนโซมิเป็นพนักงานหญิงของที่นั่น
“ไม่นานนักผมกับโนโซมิก็สนิทกัน”
หลังเวลาปิดร้าน โนโซมิมักทำอาหารให้มาเรียโนซึ่งไม่มีเงินกินข้าว หลังจากนั้นมาเรียโนก็เริ่มไปนอนพักอาศัยในอะพาร์ตเมนต์เล็กๆ ของโนโซมิ แต่ในตอนที่กำลังคุยกันว่าตนจะแนะนำโนโซมิให้พ่อกับแม่รู้จัก อยากให้โนโซมิกลับสเปนไปด้วยกัน พ่อของมาเรียโนก็ต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวใจเสียก่อน
ทั้งที่สัญญากันไว้ว่าจะส่งเมลไปหาทุกวัน แต่พอกลับถึงสเปนปุ๊บเขาก็ทำมือถือตกน้ำ เป็นจุดที่ทำให้โชคชะตาต้องแยกจากกัน ข้อมูลทั้งหมดหายไป ไม่สามารถติดต่อโนโซมิได้ โดยที่เขาเองก็ไม่สามารถทิ้งพ่อซึ่งใกล้จะเข้ารับการผ่าตัดไปได้เช่นกัน กว่ามาเรียโนจะได้ไปเยือนประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งก็อีกครึ่งปีให้หลัง
“...โนโซมิไม่อยู่ที่อะพาร์ตเมนต์แล้ว”
เขาลองไปที่คลับที่เคยทำงาน ทว่าโนโซมิลาออกจากงานตั้งแต่สามเดือนก่อน ไม่มีใครรู้เลยว่าย้ายไปที่ไหน หลังจากนั้นเขาก็มาที่ญี่ปุ่นอีกหลายครั้งเพื่อตามหา แต่ก็ไร้ประโยชน์
เขาเพิ่งรู้ข่าวคราวของโนโซมิเมื่อไม่กี่เดือนก่อนนี้เอง หลังกลับจากไปเข้าร่วมงานอ่านกลอนที่ปารีส มีคนร้องเรียกชื่อของเขาว่า “มาเรีย!” ในตอนนั้นเขาดูไม่ออกเลยว่ามาดามที่สวมสูทเนื้อผ้าดีคนนั้นจะเป็นเพื่อนของโนโซมิเมื่อสิบแปดปีก่อน เธอชื่อซัทสึกิ เป็นหญิงสาวผมสีน้ำตาลที่เคยทำงานในคาบาเรต์คลับแห่งเดียวกัน
“ซัทสึกิโกรธผมใหญ่เลย บอกว่าผมเป็นผู้ชายที่เลวมาก”
‘โนโซมิเขาตั้งท้องลูกของนายนะมาเรีย’
ตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่มาเรียโนรู้ว่าเขามีลูกชาย
และเป็นครั้งแรกที่รู้ว่าโนโซมิประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตเช่นกัน...
“...โนโซมิ ผมนึกว่าโนโซมิทอดทิ้งผมไปแล้วเสียอีก”
หยาดน้ำไหลออกจากดวงตาของมาเรียโนเป็นสายทั้งที่ยังคาบหลอดวานิลลาเชกเอาไว้คาปาก ทั้งสีหน้า น้ำเสียง และท่าทีไม่ได้มีอะไรเปลี่ยน มีแต่น้ำตาที่ไหลพรากออกมา มิยะรู้สึกเหมือนเสียงเอะอะภายในร้านถูกคลื่นซัดออกไปไกลแสนไกล
“...รักคุณแม่เหรอครับ?”
“Si” มาเรียโนพยักหน้าตอบอย่างไม่ยากเย็นเมื่อได้ฟังคำถามของมิยะ
“จากนั้นผมเริ่มออกตามหาตัวริว”
ซัทสึกิเล่าว่าน้องชายของโนโซมิเป็นเจ้าภาพงานศพและรับลูกชายไปดูแล เบาะแสมีเพียงชื่อคานาเอะเท่านั้น เขาลองเสิร์ชคำว่า ‘คานาเอะ มิยะ’ ในอินเทอร์เน็ตดูแล้วแต่ไม่เจออะไรเลย ต่อให้เป็นแหล่งข้อมูลข่าวสารที่ใหญ่สักเพียงใด การตามหาตัวสามัญชนคนธรรมดาสักคนหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
เพียงแต่เมื่อเขาค้นด้วยคำว่า ‘คานาเอะ’ เพียงอย่างเดียวก็พบภาพเครื่องปั้นดินเผาสไตล์ญี่ปุ่นปรากฏขึ้นมามากมาย ภาพที่สะดุดตาเขาที่สุดในจำนวนนั้นคือภาพของจานใบใหญ่ที่ชื่อว่า ‘ยูอิ’ คำบรรยายกล่าวว่าเป็นผลงานของช่างปั้นหม้อชาวญี่ปุ่นนามว่า ‘คานาเอะ โคบายาชิ’ ซึ่งสร้างขึ้นมาโดยใช้อิมเมจของหลานชายซึ่งเป็นสมบัติดูต่างหน้าของพี่สาวตน
“...พอเห็นว่าหลานชื่อริวโนสุเกะ ผมก็รู้ทันทีว่าเป็นลูกของผมกับโนโซมิ”
มาเรียโนยิ้มทั้งน้ำตา
“ ‘ยูอิ’ เป็นจานที่สวยมากๆ เลย”
‘ยูอิ’ จานสีดำที่ถูกเคลือบด้วยสีขาวน้ำนมเป็นชั้นหนา จานใบนั้นเป็นจานที่คานาเอะปั้นเพื่อมิยะ ไม่ว่าเหล่านักสะสมจะกระหายสักเพียงใดก็ไม่ยอมปล่อยมือจากมัน โดยเจ้าตัวบอกว่าจะให้เป็นมรดกแก่เจ้าสาวที่แต่งเข้าตระกูลมิยะเท่านั้น เป็นจิตวิญญาณความรักของคานาเอะ ทว่าจานนั้นกลับถูกปล่อยให้แตกไปอย่างไม่อาลัยอาวรณ์เพื่อที่จะปกป้องมิยะจากฮานาฟุสะจัง
เมื่อเขาก้มหน้า น้ำตาก็ไหลหยดลงบนโต๊ะ
“ขะ ขอโทษนะ ผมทำให้ริวต้องทุกข์ทนมามากเลย”
มาเรียโนละล่ำละลัก ไม่ใช่อย่างนั้น เขาไม่ได้ร้องไห้เพราะเรื่องพรรค์นั้น แต่เสียงสะอื้นก็ทำท่าจะหลุดออกมาทันทีหากเปิดปากพูด มิยะจึงได้แต่ส่ายหน้าเงียบๆ
“...ทะเลาะกันเหรอ?”
เขาได้ยินเสียงกระซิบจากข้างๆ เมื่อเลื่อนสายตาไปมองก็พบกลุ่มเด็กผู้หญิงประมาณ ม.ต้น เห็นชัดว่ารู้สึกสนอกสนใจมากกว่าเป็นห่วง มิยะรีบใช้หลังมือเช็ดน้ำตาด้วยความอาย
“ออกไปกันเถอะ”
มาเรียโนผุดลุกขึ้นยืน จูงมือของมิยะเข้าไปในโรงแรมธุรกิจหลังสถานี ทักทายพนักงานฟรอนต์ว่า ‘กลับมาแล้วขรับ’ แล้วเดินขึ้นลิฟต์ไป
“ที่นี่เป็นห้องของผมเอง”
ที่ที่มาเรียโนพามาคือห้องเดี่ยวแนวยาวซึ่งมีเตียงขนาดใหญ่กินพื้นที่ไปเสียครึ่งห้อง
“ขอโทษนะ ที่ที่เราจะคุยกันอย่างสงบได้ก็มีแค่ที่นี่ที่เดียวเอง”
ชายหนุ่มบอกให้มิยะนั่งลง มิยะจึงหย่อนสะโพกลงบนขอบเตียงเพราะไม่มีโซฟาให้นั่ง มาเรียโนคุกเข่าลงกับพื้น ค่อยๆ ดึงมือของมิยะมากุมไว้เบาๆ พร้อมกับแหงนมองราวกับเป็นท่าอ้อนวอนพระเจ้า
“ขอโทษนะขรับ ผมทำได้แค่ขอโทษริวเท่านั้นเอง”
“...มะ ไม่ต้องหรอกครับ”
“ตอนที่ได้ยินว่าริวหิวจนไปคุ้ยผลไม้ในถังขยะ ผมน่ะนึกอยากตายขึ้นมาเลย”
“ทำไมถึงรู้เรื่องนั้นได้ครับ?”
“ได้ยินที่ร้าน ‘Mon chouchou’ น่ะขรับ เจซซี่เห็นว่าทุกคนใจดีกับริวก็เลยโมโหว่าขี้โกง ตอนนั้นทาคาซาโงะเลยพูดออกมา ทาคาซาโงะปกป้องริวจากเจซซี่ขรับ”
“...คุณทาคาซาโงะ”
“ทาคาซาโงะบอกว่าการที่ทุกคนรักริวเป็นเพราะนิสัยและความพยายามของริวเอง ผมได้ยินแบบนั้นแล้วก็ร้องไห้เลย ทั้งที่เจอเรื่องลำบากมามากมายแต่จิตใจกลับยังงดงามอยู่ มันไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ เลยนะขรับ พอร้องไห้อย่างหนักแล้วผมก็รู้สึกผิดต่อริวจนอยากตายเลย ผมอยากขอโทษริวนะ”
มาเรียโนจ้องหน้ามิยะ ใบหน้าของชายหนุ่มยับย่น
“ผมอยากเจอริวมาตลอด แต่ผมก็กลัว”
แม้ว่าจะไม่รู้เรื่องก็จริง แต่เขาก็ไม่ได้ทำหน้าที่ในฐานะสามีและพ่อมานานถึงสิบแปดปีแล้ว เมื่อลองจินตนาการว่าโนโซมิกับมิยะต้องทุกข์ทนขนาดไหน เขาก็ยิ่งรู้สึกสมเพชตัวเองที่เพิ่งจะมาประกาศตัวว่าเป็นพ่อเอาป่านนี้ แล้วก็คงจะทำให้มิยะสับสนด้วย แต่เขาก็อยากพบหน้ามิยะสักครั้ง อยากพบลูกของตนกับโนโซมิ จึงตั้งใจว่าจะแอบมองอยู่ห่างๆ ว่าถ้าเห็นมิยะมีความสุขดี เขาจะไม่ประกาศตัวว่าเป็นพ่อ
“แต่ริวดูไม่มีความสุขเลย”
“เอ๋?”
“ริวเอาแต่หลบตาตลอด ถึงจะถูกเจซซี่พูดจารุนแรงใส่ก็ทำแค่เก็บเศษจานเงียบๆ อีกทั้งยังถูกคานาเอะสั่งห้ามทั้งๆ ที่อยากทำงานที่ ‘Mon chouchou’ อีก”
“เรื่องนั้น...”
“วันนี้ก็เหมือนกัน...เจซซี่แย่งเอาสายคล้องหมีของริวไป ริวทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ทำไมถึงไม่ขอคืนมาเหรอ? หรือว่าไม่กล้าพูด? นี่ ริว ถ้าทุกข์ใจละก็หนีออกจากที่นี่ไปด้วยกันนะ ไปอยู่ที่สเปนกับผมนะ”
มิยะเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
“ที่สเปนมีปะป๊ากับหม่าม้าของผมด้วย เป็นคุณปู่กับคุณย่าของริว สองคนนั้นต้องเอ็นดูริวแน่ ผมอยากทำให้ริวมีความสุขในส่วนของโนโซมิด้วยนะ”
“...ตะ แต่ว่า ผม”
“ไม่เป็นไร ค่อยๆ คิดก็ได้ ผมรอได้เสมอ”
เต เกียโร มาเรียโนกล่าวก่อนจะจูบลงบนหลังมือของมิยะที่ตนประคองเอาไว้ เป็นการกระทำที่เปี่ยมไปด้วยความรักใคร่อย่างเหลือล้น แต่ถึงอย่างนั้นมิยะก็ยังไม่รู้สึกอยู่ดีว่าคนคนนี้คือพ่อของเขา
‘แค่กำลังคิดว่าถ้ามีคุณพ่อจะอารมณ์ประมาณคุณทาคาซาโงะรึเปล่าน่ะครับ’
ความทรงจำที่ผุดขึ้นมานั้นกลายเป็นเข็มเล่มเล็กปักเข้าไปในอก
คริสต์มาสอีฟเมื่อปีที่แล้ว ทาคาซาโงะแต่งตัวเลียนแบบซานต้าด้วยแจ็กเกตสีไวน์ ย้อมบรรยากาศห้องพยาบาลที่ไร้สีสันให้กลายเป็นสีของวันคริสต์มาส คุนิโอะ คานาเอะ และมันสะเองก็อยู่ด้วยกัน
‘ถ้าทำหน้าแบบนั้นยิ่งน่ารักกว่าเดิมนะ’
เขาถูกหอมแก้มโดยไม่ทันตั้งตัว ทีแรกเขาคิดว่าจูบครั้งนั้นเป็นจุดเปลี่ยนของทุกอย่าง แต่ไม่แน่ว่าเขาอาจถูกทาคาซาโงะดึงดูดมาตั้งนานแล้วก็เป็นได้ แต่ว่า
‘คนที่ซายากะรักคือคานะจังไม่ใช่รึไง!’
‘คุณคานาเอะแค่ไม่อยากถูกมิยะแย่งคุณทาคาซาโงะไปไม่ใช่เหรอ?’
ความทรงจำผุดขึ้นมาต่อกันเหมือนลากเส้น ผู้คนรอบตัวเขาและเรื่องราวรอบตัวเขาต่างเชื่อมโยงกันไปหมด ต่อให้อยากลืมมากเท่าไรก็ไม่สามารถเลือกทิ้งแค่เรื่องใดเรื่องเดียวได้
“ตอนนี้ใจของริวไม่ได้อยู่ตรงนี้เลย”
เอ๊ะ มิยะหันไปสบตา
“มีเรื่องอื่นที่ติดค้างอยู่ในใจจนไม่มีที่ว่างให้คิดเรื่องของผมเลยสักนิด”
“อ๊ะ ขะ ขอโทษครับ พอดีวันนี้ผมเจออะไรมาเยอะไปหน่อย...”
มาเรียโนส่ายหน้า
“ผมไม่ได้โกรธหรอก ไม่มีสิทธิ์โกรธด้วย แต่ผมเป็นห่วงริว ถ้ามีเรื่องกลุ้มใจก็เล่าให้ผมฟังได้นะ”
“ไม่หรอกครับ ผมไม่มีเรื่องกลุ้มใจหรอก”
“โกหก มีเรื่องอะไรที่ทำร้ายจิตใจริวอยู่เหรอ?”
“ไม่ครับ ไม่มีอะไรจริงๆ...ไม่มีอะไรจริงๆ ครับ”
ใช่แล้ว ไม่มีใครทำร้ายเขาทั้งนั้น ทุกคนแค่มีคนที่ตัวเองชอบ และแต่ละคนก็ต่างจากในความคิดของมิยะโดยสิ้นเชิง ทุกคนต่างปิดบังมิยะเอาไว้ ทว่าตัวมิยะเองก็เข้าใจถึงเหตุผลที่อยากปิดบัง แต่ทั้งๆ ที่เข้าใจก็ยังเจ็บปวดอยู่ดี
ปลายจมูกเริ่มร้อนขึ้นมา รู้สึกได้ว่าน้ำตารื้น ตอนนี้อารมณ์ของเขาไม่คงที่เลย เมื่อครู่นี้หัวใจยังนิ่งเหมือนทะเลสงบ แต่ตอนนี้จู่ๆ ก็มีคลื่นยักษ์โถมเข้าใส่
“ริว คืนนี้ค้างที่นี่นะ”
“ตะ แต่ว่า”
“ผมไม่อยากเซย์บ๊ายบายกับริวตอนนี้ทั้งๆ ที่ยังทำให้ริวร้องไห้อยู่”
ได้โปรด มาเรียโนบีบมือของเขาแน่น
“...งั้น ผมขอโทรหาคานาเอะจัง...โทรหาที่บ้านก่อนนะครับ”
ริวหยิบมือถือออกจากกระเป๋า ทว่าแบตหมด
“ใช้ของผมสิ”
มาเรียโนยื่นโทรศัพท์มือถือของตัวเองให้ยืม แต่เมื่อโทรไปที่บ้านแล้วกลับไม่มีคนรับสาย ตอนนั้นเป็นเวลาสองทุ่ม อาจยังอยู่กับคุนิโอะหรือเปล่า เมื่อคิดดังนั้นภาพที่ทั้งคู่จูบกันก็หวนขึ้นมาจนรู้สึกวิงเวียน มิยะยกมือกดหน้าผากเบาๆ
“ริว เป็นอะไรไปเหรอ?”
“อ๊ะ เปล่าครับ แต่ไม่มีคนรับสายเลย”
“แล้วมือถือของคานาเอะล่ะ?”
“...ส่วนใหญ่คานาเอะจังจะปิดมือถือไว้น่ะครับ”
มาเรียโนเอียงคอเมื่อได้ฟังข้ออ้างที่ฟังไม่ค่อยขึ้นของมิยะ
“ไม่อยากกลับบ้านเหรอ?”
มิยะสะดุ้ง ไหล่สั่นน้อยๆ
“...หรือว่าจะถูกคานาเอะรังแก?”
“เอ๋?”
“ผมอ่านบทความเรื่อง ‘ยูอิ’ แล้วโล่งอกที่เขาให้ความสำคัญกับริวเป็นอย่างดี แต่คานาเอะดูเป็นคนน่ากลัว คำพูดคำจาก็แรง ริวดูไม่มีความสุข เพราะงั้น...ถ้าริวถูกคานาเอะรังแกละก็...”
“ไม่ใช่ครับ!”
มิยะเผลอตะโกนเสียงดังจนมาเรียโนทำตาโต
“คะ คานาเอะจังไม่เคยรังแกผมแน่นอนครับ ผมเพิ่งรู้จักความสุขเป็นครั้งแรกก็ตอนได้อาศัยอยู่กับคานาเอะจัง ถ้าไม่มีคานาเอะจังละก็ผมคง...”
‘กลับไปถึงบ้านแล้วฉันจะปั้นถ้วยชามให้ริวนะ’
‘ ‘ยูอิ’ ของฉันไม่ใช่จาน แต่เป็นนายต่างหาก’
‘ฟังนะ ริว เรื่องของฉันฉันจะทำเอง ดังนั้นนายพยายามกับเรื่องของนายไปเถอะ ถ้าเจอเรื่องที่อยากทำแล้วจะไปอยู่ที่ไหนก็ไปซะ ถ้าเหนื่อยเมื่อไรค่อยกลับมาก็ได้’
“คะ คานาเอะจังเป็นคนสำคัญที่สุดในโลกของผมครับ”
เป็นเหมือนน้ำอันอ่อนโยนหยดแรกที่ซึมลงไปในฟองน้ำที่แห้งผากอย่างเขา ถ้าไม่มีคานาเอะอยู่ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาจะเป็นอย่างไรบ้าง แค่คิดก็กลัวแล้ว
“ริว ขอโทษขรับ ผมผิดไปแล้ว ผมพูดจาไม่ดีเอง ขอโทษขรับ”
มาเรียโนรีบคว้าตัวมิยะที่น้ำตาซึมเข้ามากอดอย่างลนลาน
“คานาเอะจังเป็นคนใจดีจริงๆ ครับ ไม่ว่าเมื่อไรเขาก็นึกถึงผมมากกว่าตัวเองตลอด”
“อืม เข้าใจแล้ว ขอโทษนะ ผมเข้าใจผิดเอง”
ชายหนุ่มกอดมิยะแล้วตบหลังเบาๆ เพื่อปลอบโยน
สมัยเด็กคานาเอะก็มักจะทำแบบนี้กับเขาบ่อยๆ หลังจากตอนนั้นเขายังคงฝันร้ายต่อเนื่องมาพักใหญ่จึงลืมตาตื่นมาร้องไห้เสียงดังกลางดึกบ่อยๆ ทุกครั้งก็จะมีคานาเอะรีบปรี่มาคอยตบหลังเขาเบาๆ ตลอด คอยบอกว่าฉันอยู่ข้างๆ แล้ว ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร จนกระทั่งมิยะหลับไปด้วยความสงบและอุ่นใจโดยไม่รู้ตัว




+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
คานาเอะจังสำคัญกว่าความรักที่เพิ่งเกิดได้วันสองวันเสียอีก...มิยะปิดผนึกความรู้สึกที่มีต่อทาคาซาโงะไปแล้วครั้งหนึ่ง ทว่ามิยะซึ่งหัวปั่นกับความในใจที่เหล่าคนสำคัญต่างแบกเอาไว้...ทั้งพ่อแท้ๆ ที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวกะทันหัน ทั้งคุนิโอะที่ปิดบังความสัมพันธ์ของตัวเองกับคานาเอะ ทำให้มิยะตัดสินใจจะเผชิญหน้ากับหัวใจตัวเองในที่สุด แต่ทันใดนั้นเขาก็ได้รู้ว่าทาคาซาโงะจะต้องไปฝรั่งเศสเพื่อเตรียมกลับไปทำงานอีกครั้ง…!? รักแท้สี่มุมของเหล่าชายหนุ่มผู้เปราะบางมาถึงบทสรุปแล้ว!!

รูปภาพ

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “Bongkoch Books News & Activities”