New Release เหลียนฮวา : หมอหญิงยอดชายา -ยอดชายาแห่งใต้หล้า 2-

อัพเดทข่าวบงกชบุ๊คส์ ความเคลื่อนไหว และกิจกรรมพิเศษ ตลอดจนร่วมสนุกชิงรางวัลพร้อมของรางวัลมากมาย

Moderator: P'Bly, Gals, พี่บี

ตอบกลับโพส
Gals
โพสต์: 995
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 13 ก.พ. 2009 3:47 pm

New Release เหลียนฮวา : หมอหญิงยอดชายา -ยอดชายาแห่งใต้หล้า 2-

โพสต์ โดย Gals »

บทที่หนึ่ง
กิจวัตรประจำวันของสามีภรรยา


ที่หน้าฮุ่ยเหรินถัง ฉินซู่เอ๋อร์เพิ่งลงจากรถม้าก็เห็นชายคนหนึ่งแบกเด็กเข้าประตูไปอย่างเร่งด่วน เธอรีบเดินตามไป ซานหูและรุ่นชิงก็รีบเดินตามหลังเธอไปทันที
ที่ลานบ้าน ฉินซู่เอ๋อร์ยกชายกระโปรงเดินตามชายคนนั้นไปอย่างรวดเร็ว “เด็กเป็นอะไร”
ชายคนนั้นหันมาเห็นเธอแล้วก็พูดด้วยเสียงสะอื้นว่า “ท่านหมอฉิน! เด็กร้องว่าปวดท้อง ปวดจนใกล้จะตายแล้ว แต่แม่ของเด็กบอกว่าไม่ได้ให้เขากินของเสียอะไร...”
ฉินซู่เอ๋อร์ยื่นมือไปคลำหน้าผากเด็กคนนั้น มีไข้เล็กน้อย เธอพูดกับชายคนนั้นว่า “เจ้าไม่ต้องกังวล มีข้าอยู่ทั้งคน”
เด็กเข้าไปในห้องตรวจแล้ว ไม่นานก็วินิจฉัยได้ว่าเป็นอาการไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน ต้องทำการผ่าตัดด่วน หลินเสี่ยวฮัวอธิบายถึงสิ่งที่ควรรู้ในการผ่าตัดให้พ่อของเด็กฟัง ฉินซู่เอ๋อร์ จี๋อัน และหลินเสี่ยวชุ่ยเข้าห้องผ่าตัด การผ่าตัดง่ายๆ อย่างไส้ติ่งอักเสบเดิมทีมอบหมายให้จี๋อันจัดการก็ได้ แต่วันนี้ฉินซู่เอ๋อร์อยากจะลงมือผ่าตัดเอง
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม ฉินซู่เอ๋อร์มอบงานขั้นตอนสุดท้ายให้จี๋อันรับผิดชอบ เธอเดินออกจากห้องผ่าตัดด้วยความโล่งใจ ขณะที่เพิ่งถอดเสื้อคลุมและหมวกออกอยู่ในห้องพักข้างห้องผ่าตัด รุ่นชิงและซานหูก็เดินเข้ามา
ซานหูขมวดคิ้วรายงานว่า “พระชายา ท่านอ๋องเสด็จเพคะ”
ฉินซู่เอ๋อร์ปล่อยเปียผมลง พูดขำๆ ว่า “ท่านอ๋องเสด็จทุกวันมิใช่หรือ เกิดอะไรขึ้น เหตุใดเจ้าจึงต้องพูดเสียงเบาเช่นนี้”
รุ่นชิงกระซิบว่า “ดูเหมือนท่านอ๋องจะไม่พอพระทัยเพคะ”
ฉินซู่เอ๋อร์เลิกคิ้ว “ไม่พอพระทัย?”
ซานหูกระซิบกระซาบว่า “พี่รุ่นชิงพูดแบบเกรงใจเพคะ ท่านอ๋องไม่เพียงแค่ไม่พอพระทัย แต่ไม่พอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง”
ฉินซู่เอ๋อร์ยิ้มแล้วยื่นมือไปจิ้มหน้าผากของซานหู “ขนาดเจ้ากระซิบเสียงยังดังขนาดนี้ รับรองว่าท่านอ๋องที่อยู่เรือนหน้าจะต้องได้ยินแน่นอน”
ซานหูตกใจรีบยกมือปิดปาก ไม่กล้าเปิดปากอีก
ฉินซู่เอ๋อร์ยิ้มอีกครั้ง “เจ้าขี้ขลาดเช่นนี้ ต่อไปจะแต่งงานได้อย่างไร”
ซานหูปล่อยมือก่อนถามด้วยความไม่เข้าใจ “เหตุใดแต่งงานจึงต้องใช้ความกล้าด้วย”
ฉินซู่เอ๋อร์มองซานหู พูดอย่างจริงจังว่า “แม่เจ้าไม่เคยบอกเจ้าหรือว่าคืนส่งตัวเข้าหอนั้นน่ากลัวมาก ต้องใช้ความกล้าหาญเป็นอย่างมาก”
“น่ากลัว?” ซานหูคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ตอนที่บ่าวตามพระชายามาจากฟางโจว แม่ของบ่าวบอกกับบ่าวว่า หากพระชายาทรงจัดการเรื่องการแต่งงานให้ จะต้องโขกศีรษะขอบพระทัยพระชายา แล้วยังบอกว่าเวลาเข้าหอให้อดทนไว้ก็จะผ่านไปเอง ให้บ่าวหลับตาให้สนิทก็พอ ไม่ได้บอกว่าน่ากลัวมาก”
ฉินซู่เอ๋อร์หัวเราะขบขัน หยอกล้อซานหู “เห็นหรือไม่ว่าน่ากลัวมาก มิเช่นนั้นจะให้เจ้าหลับตาทำไม”
ซานหูเบิกตาโต พูดอย่างไม่เกรงกลัวว่า “น่ากลัวเพียงใด พระองค์ทรงบอกบ่าวมาเดี๋ยวนี้เลยเพคะ!”
ฉินซู่เอ๋อร์หัวเราะเบาๆ พูดว่า “ถ้าน่ากลัวมากเจ้าจะไม่แต่งงานหรืออย่างไร”
รุ่นชิงกระตุกมุมปาก พูดไม่ออก “พระชายา บ่าวบอกแล้วว่าท่านอ๋องไม่พอพระทัย พระองค์ยังไม่รีบเสด็จไปทอดพระเนตรอีก ยังทรงเจรจากับซานหูอยู่อีก”
ฉินซู่เอ๋อร์ยิ้มหวาน “รับทราบ แม่นางรุ่นชิง ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ พอใจแล้วใช่หรือไม่”
ที่ห้องรับรองในสวน เซียวหลิงเสวี่ยนั่งอยู่บนเก้าอี้ สีหน้าบึ้งตึง ท่าทางไม่พอใจจริงๆ
ฉินซู่เอ๋อร์ส่งสัญญาณมือให้รุ่นชิงและซานหูคอยเฝ้าอยู่หน้าประตู เธอปิดประตู เดินตรงไปหยุดตรงหน้าเซียวหลิงเสวี่ย นั่งหันข้างลงบนตักของเขา แล้วโอบรอบคอเขาเพื่อสยบเขาไว้ก่อน จากนั้นถามพร้อมยิ้มหวาน “ท่านอ๋องเป็นอะไรไป วันนี้หม่อมฉันทำอะไรให้ท่านโกรธหรือ”
เขาโอบเอวคอดกิ่วของเธอแม้จะหายโกรธไปแล้วครึ่งหนึ่ง แต่ก็ยังขมวดคิ้วสีหน้าบึ้งตึงพูดว่า “เจ้ารู้อยู่แล้วมิใช่หรือ วันนี้เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของเสด็จแม่ พวกเราจะต้องเข้าวังไปถวายพระพรเสด็จแม่ กลางคืนยังมีงานเลี้ยงเฉลิมพระชนมพรรษา เหตุใดเจ้าจึงมาที่นี่แล้วยังผ่าตัดอีก หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ทำให้คนที่มีเจตนาไม่ดีถ่ายทอดไปถึงพระกรรณเสด็จแม่ เกรงว่าเจ้าจะโชคร้าย”
เธอเม้มปากยิ้ม “การเข้าวังถวายพระพรเป็นเรื่องตอนเย็นๆ งานเลี้ยงเฉลิมพระชนมพรรษาก็เป็นเรื่องคืนนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาทั้งวัน โชคดีที่ข้ามาที่นี่ มิเช่นนั้นเด็กคนนั้นจะทำอย่างไร พูดก็พูดเถิด ช่วยชีวิตคนดีกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น ข้ากำลังช่วยสั่งสมบุญกุศลให้เสด็จแม่ เสด็จแม่ทรงมีเหตุผล หากทรงทราบจะมีแต่ชมเชยข้า ไม่มีวันไม่พอพระทัยแน่นอน”
เซียวหลิงเสวี่ยพูดด้วยความไม่พอใจ “อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะ โรคไส้ติ่งอักเสบเวลานี้จี๋อันสามารถผ่าตัดคนเดียวได้แล้ว หากไม่สำเร็จ เชิญหมอหลิวมาทำการผ่าตัดก็ย่อมได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าเท่านั้น เจ้าไม่อาบน้ำแต่งตัวอยู่ที่จวน แต่กลับมาเปื้อนเลือดอยู่ที่นี่ ไม่แปลกใจเลยที่คำนินทาของคนในเมืองที่ลือกันว่าข้าให้ภรรยาออกมาปรากฏตัวในที่สาธารณะจึงไม่ยุติเสียที”
“ท่านรู้หรือไม่ว่าใครเป็นคนปล่อยข่าวจนเกิดเรื่อง” ฉินซู่เอ๋อร์ถามจบก็ยิ้มเยาะ แล้วตอบเองว่า “ข้ารู้”
เขาเลิกคิ้ว “เจ้ารู้?”
เขาไม่เคยส่งคนไปสืบต้นตอของข่าวลืออย่างจริงจัง เพราะเขาไม่อยากจะเล่นงาน เขาเป็นใคร? เขาเป็นถึงอี้ชินอ๋อง เหตุใดจึงต้องเสียเวลาไปเล่นงานคนพูดจาเหลวไหล นับเป็นการลดตัวอย่างมาก
“เซียหัว” ฉินซู่เอ๋อร์พูดอย่างแค้นเคือง “มีอยู่วันหนึ่งข้าไปทำคลอดให้ผู้หญิงที่คลอดยากคนหนึ่งในซอยไป่โล่ว ตอนออกมาแวะพักดื่มชาที่ร้านน้ำชาบริเวณนั้นพร้อมกับเสี่ยวชุ่ย พบเซียหัวยึดโต๊ะตัวหนึ่ง กำลังพูดน้ำลายแตกฟองว่าพระชายาของอี้ชินอ๋องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อเงิน แม้กระทั่งมองร่างกายของผู้ชาย แล้วยังยกตัวอย่างตัวเขา บอกว่าข้าเคยเห็นร่างกายของเขา ช่างไร้ยางอายยิ่งนัก”
เซียวหลิงเสวี่ยขมวดคิ้วแน่น สีหน้าเคร่งขรึม “ซอยไป่โล่วเจ้าก็ไปหรือ”
ซอยไป่โล่วเป็นชุมชนแออัดอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองหลวง เป็นแหล่งรวมของพวกอันธพาลประจำถิ่นและขอทาน แล้วยังมีหอนางโลมราคาถูก มีทั้งคนดีและคนเลวปะปนกัน
“หญิงท้องแก่ใกล้จะตาย ข้าย่อมต้องไปแน่นอน” เธอตอบอย่างมีเหตุมีผล
เขาถามอีกว่า “เจ้าไปกับเสี่ยวชุ่ยเพียงสองคนเท่านั้น?”
พลาดเพียงครั้งเดียวต้องเสียใจไปตลอดชีวิต การรับปากให้นางทำการตรวจรักษาโรคที่ฮุ่ยเหรินถังต่อไปนับเป็นความผิดพลาดประการหนึ่ง แต่ ‘เป็นพระชายาแล้วยังสามารถรักษาผู้คนได้’ คำพูดนี้เขาเป็นคนพูดเอง จะกลับคำไม่ได้
“ยังมีหยางเหนียนฝูอีกคนหนึ่ง” ฉินซู่เอ๋อร์พูดต่อ “แต่ซอยแคบมาก รถม้าเข้าไปไม่ได้ หยางเหนียนฝูจึงรออยู่ที่ปากซอย”
เดิมทีหยางเหนียนฝูเป็นเด็กรับใช้ทำหน้าที่เฝ้าประตูหลังจวนอี้ชินอ๋อง ตอนที่ฉินซู่เอ๋อร์อยู่ที่เรือนรุ่ยเฉ่า เนื่องจากออกจากจวนบ่อยๆ จึงค่อยๆ คุ้นเคยกัน เห็นว่าเขารูปร่างสูงใหญ่แล้วท่าทางยังดูซื่อๆ เลยเจรจากับเฝิงจิ้งควานให้เขามาเป็นสารถีส่วนตัว
“ซู่ซู่...” เซียวหลิงเสวี่ยมองเธอพร้อมถอนหายใจ “เจ้ารับปากข้าได้หรือไม่ ต่อไปอย่าไปตรวจโรคตามแหล่งเสื่อมโทรมแบบนั้น”
“ไม่ได้” เธอตอบโดยไม่ต้องคิด “คนเป็นหมอจะเลือกคนไข้ไม่ได้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าสามารถรักษาได้แต่กลับไม่ไปรักษาเพียงเพราะคนไข้อาศัยอยู่ในแหล่งเสื่อมโทรม ทำแบบนี้ก็ไม่ต่างกับเห็นคนจะตายแต่ไม่ช่วย ข้าทำไม่ได้”
เขารู้ดีว่าเกลี้ยกล่อมเธอไม่ได้ก็ไม่อยากเสียแรงเปล่า จึงยอมถอยเพื่อต่อรองต่อไปว่า “ถ้าเช่นนั้นเจ้ารับปากข้า ต่อไปหากไปตรวจรักษาโรคที่ซอยไป่โล่วจะต้องบอกข้า ให้ข้าไปเป็นเพื่อนเจ้า”
ฉินซู่เอ๋อร์ยิ้มพร้อมพูดว่า “ไม่มีปัญหา เพียงแต่คนที่งานยุ่งเช่นท่านจะมีเวลาไปเป็นเพื่อนข้าหรือ ท่านต้องรู้ไว้ว่าการไปทำคลอดครั้งนั้นเสียเวลาอยู่ที่นั่นกว่าหนึ่งชั่วยามเชียวนะ”
เซียวหลิงเสวี่ยอดเลิกคิ้วไม่ได้ “หากข้าไม่ว่างก็จะส่งผู้ใต้บังคับบัญชาไปกับเจ้าเอง สรุปแล้วข้าจะต้องรู้การเคลื่อนไหวของเจ้า ไม่มีอะไรต้องต่อรองแล้ว”
เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น น้ำเสียงนอบน้อมของจี๋อันดังแว่วมา...
“อาจารย์ เด็กฟื้นแล้ว ท่านจะไปดูหรือไม่”
จี๋อันออกจากสำนักหมอหลวงแล้ว ฉินซู่เอ๋อร์รับเขาเป็นศิษย์ เขายังไม่มีครอบครัว เวลานี้เขาอาศัยอยู่ที่ฮุ่ยเหรินถัง เป็นผู้ช่วยคนสำคัญของเธอ เวลาที่เธอเกียจคร้าน ส่วนใหญ่เขาก็จะเป็นคนตรวจรักษา
เมื่อหมอหลวงกู้รู้ก็รู้สึกอิจฉาเป็นอย่างยิ่ง บอกว่าไม่ว่าอย่างไรก็ต้องฝากตัวเป็นศิษย์ของเธอ แต่หากจะให้หมอหลวงกู้ซึ่งมีอายุมากกว่าห้าสิบปีเรียกเธอว่าอาจารย์ เธอก็รู้สึกเกรงใจจริงๆ จึงปฏิเสธไปอย่างนุ่มนวล แต่เธอรับปากหมอหลวงกู้ว่าสามารถไปมาหาสู่ฮุ่ยเหรินถังได้ตลอดเวลา หากมีการผ่าตัดที่ไม่เคยทำมาก่อนก็จะแจ้งให้เขารู้อย่างแน่นอน
“ได้!” ฉินซู่เอ๋อร์ตอบเสียงสูง จุมพิตเซียวหลิงเสวี่ยอย่างรวดเร็วครั้งหนึ่งแล้วขยิบตาให้เขา “ท่านดื่มชารอข้าก่อน ข้าจะกลับจวนพร้อมท่าน อาบน้ำอาบท่าแต่งตัวให้สวยงาม งานเลี้ยงคืนนี้จะไม่ทำให้ท่านเสียหน้าอย่างแน่นอน”
เซียวหลิงเสวี่ยกำชับตั้งหลายวันแล้วว่า งานเลี้ยงเฉลิมพระชนมพรรษาของไทเฮาไม่เพียงมีขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊และครอบครัวของพวกเขาเท่านั้นที่เข้าร่วมงาน แต่ยังมีราชทูตจากแคว้นต่างๆ ที่สำคัญที่สุดคือต้องเลือกชายารองสองคนให้องค์รัชทายาท ตามกฎมณเฑียรบาลของราชวงศ์อวิ๋น องค์รัชทายาทสามารถมีชายารองได้สี่คน โดยแยกตำแหน่งออกเป็นตะวันออก ตะวันตก ใต้ เหนือ และกำหนดที่พักในพระตำหนักองค์รัชทายาทตามตำแหน่ง ซึ่งก็นับว่าง่ายและชัดเจนดี ในอนาคตเมื่อองค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์ พวกนางก็จะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นกุ้ยเฟย ดังนั้นไม่ว่าครอบครัวและรูปโฉมจะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ แน่นอนว่าครอบครัวนั้นสามารถช่วยสนับสนุนองค์รัชทายาทได้หรือไม่ นับเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
แต่เธอไม่เข้าใจว่าองค์รัชทายาทเลือกชายารองนั้นเกี่ยวอะไรกับเธอ ทว่าเซียวหลิงเสวี่ยบอกว่า เนื่องจากองค์รัชทายาทเลือกชายารอง บุตรสาวของขุนนางทั้งหลายจะต้องแต่งกายอย่างประณีต หากเธอแต่งหน้าบางๆ ตามสบายเหมือนเช่นทุกวันก็จะดูหยาบชุ่ย เขาไม่อยากให้พระชายาของเขาดูด้อยต่อหน้าราชทูตจากแคว้นต่างๆ โดยเฉพาะราชทูตจากแคว้นเหลียงและแคว้นโจวที่มีความสัมพันธ์อันดีกับเขามาโดยตลอด เมื่อรู้ว่าเขาแต่งงานแล้วต่างก็พูดกันว่าอยากพบพระชายาของเขา ดังนั้นเขาจึงอยากให้เธอแต่งตัวให้สวยงามเพื่อรักษาหน้าของเขา
ดังนั้นเมื่อกลับถึงจวน ฉินซู่เอ๋อร์จึงปล่อยให้รุ่นชิงและตัวเอ๋อร์จัดการตามสบาย ทั้งแช่น้ำหอมกรุ่น ทั้งครีมบำรุงผมหอมฟุ้ง ทำให้หอมไปทั้งตัวราวกับเธอเป็นนางเอกของวันนี้
หลังอาบน้ำเสร็จก็เปลี่ยนเป็นชุดพิธีการสีม่วงปักลายผีเสื้อหลากสีสันประชันโฉม ตัวเอ๋อร์เกล้าผมทรงเฟยเซียน ด้านข้างติดเครื่องประดับศีรษะทำจากไข่มุก ด้านบนศีรษะปักปิ่นหงส์ทองฝังไข่มุกราตรี ทำให้ดูงดงามตราตรึง แต่ก็ไม่ถึงกับดึงความสนใจไปจากเจ้าภาพ
เซียวหลิงเสวี่ยเห็นการแต่งกายของเธอแล้วรู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่ง
ฉินซู่เอ๋อร์กวาดตามองเขาเช่นกัน รูปร่างของเขาสูงโปร่ง สวมชุดคลุมผ้าแพรยาวสีม่วงปักลายผีเสื้อนับร้อย ศีรษะสวมเกี้ยวทองคำฝังไพลิน เอวคาดเข็มขัดหยก ห้อยหยกขาว ท่าทางสูงศักดิ์ราวกับหยกล้ำค่า
เธออดหลุดออกปากออกมาไม่ได้ว่า “หล่อมาก!”
เซียวหลิงเสวี่ยเลิกคิ้ว “หล่อ?”
เธอยิ้มละไมคล้องแขนเขา “คำพูดของพวกเราทางโน้น หมายถึงสง่างามนั่นเอง ตัวอย่างเช่น พ่อรูปหล่อ”
เขามองเธอ ถามด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “ถ้าเช่นนั้นทางโน้นกล่าวชมหญิงสาวที่งดงามว่าอย่างไร”
“สวย!” ฉินซู่เอ๋อร์ยกชายกระโปรงเหมือนเจ้าหญิง ย่อเข่าเล็กน้อย “สาวสวย!”
“เพราะฉะนั้นเจ้าก็คือสาวสวย” เซียวหลิงเสวี่ยพยักหน้า ถามอีกว่า “ถ้าเช่นนั้นคนแบบเซียหัวจะเรียกว่าอะไร?”
ดวงตาทั้งคู่ของเธอเป็นประกายขึ้นมาในทันที “ลูเซอร์”
เขาฟังไม่เข้าใจ “ลูอะไรนะ”
ฉินซู่เอ๋อร์พูดช้าๆ อีกครั้ง “ลู เซอร์”
เซียวหลิงเสวี่ยอดขมวดคิ้วไม่ได้ “เป็นคำพูดที่ประหลาดมาก...”
เธอไขข้อสงสัยให้เขา “นี่เป็นภาษาอังกฤษ ท่านรู้จักภาษาอังกฤษหรือไม่? แคว้นอวิ๋นเคยมีชาวอังกฤษเข้ามาหรือเปล่า พวกคนที่มีผมสีทองตาสีฟ้า คิ้วสูงเบ้าตาลึก?”
เขาส่ายหน้า “แคว้นอวิ๋นยังไม่ได้เปิดพรมแดนทางทะเล แล้วก็ไม่เคยมีใครลักลอบเข้าเมืองมา ไม่เคยพบคนต่างแดน”
“ถ้าเช่นนั้นก็น่าเสียดายมาก” ฉินซู่เอ๋อร์ถอนหายใจยาว “เดิมทีข้ายังคิดว่า หากได้พบกัน ข้าจะได้แสดงความสามารถภาษาอังกฤษ รับรองว่าหันชิงอีจะต้องตกตะลึงอีกครั้ง จะต้องเลื่อมใสข้าอย่างราบคาบ”
แต่ทันใดนั้นเธอก็คิดขึ้นมาอีกว่า ถึงแม้จะเปิดพรมแดนทางทะเล คนที่ไปมาหาสู่ก็น่าจะเป็นชาวยุโรป คงไม่ใช่ชาวอเมริกัน ภาษาฝรั่งเศส ภาษาอิตาลีประเภทนี้เธอไม่ชำนาญเลย
“เขายังเลื่อมใสเจ้าไม่พอเช่นนั้นหรือ” เซียวหลิงเสวี่ยทำเสียงไม่พอใจ “หากให้เขาเลื่อมใสต่อไป เกรงว่าชาตินี้เขาคงไม่แต่งงานแล้ว ไม่ว่าผู้หญิงคนใดเมื่อเปรียบกับเจ้าแล้วก็ไม่อยู่ในสายตาเขาทั้งนั้น” จนถึงทุกวันนี้เขายังคงมองหันชิงอีเป็นศัตรูหัวใจ มีความอาฆาตแค้นหันชิงอีอยู่มาก
“สายตาเขาช่างแหลมคมยิ่งนัก” ฉินซู่เอ๋อร์ไม่อาจปิดบังความภาคภูมิใจและรอยยิ้มในแววตาได้ “แต่เขาต้องรู้ว่าพระชายาเช่นข้าคงจะมีแต่เพียงบนสวรรค์ ในโลกนี้จะมีสักกี่คน เกรงว่าจะหาผู้หญิงเช่นพระชายาคนนี้ไม่ได้อีกแล้ว”
“พูดอะไรของเจ้า” เซียวหลิงเสวี่ยขำการเปรียบเทียบที่แปลกประหลาดของเธอ
รุ่นชิง ซานหู ตัวเอ๋อร์เห็นเจ้านายทั้งสองคนหยอกล้อกันไปมา ในสายตาของคนทั้งสามก็มีคำว่า ‘กิ่งทองใบหยก’ ปรากฏขึ้น
รถม้าของจวนอ๋องรออยู่เป็นเวลานานแล้ว เมื่อทั้งสองคนขึ้นรถม้าแล้วฉินซู่เอ๋อร์ก็อดพูดถึงจุดประสงค์อีกอย่างหนึ่งของงานเลี้ยงในวันนี้ไม่ได้ นั่นคือองค์รัชทายาทเลือกชายารอง
ไม่รู้ว่าผู้หญิงที่คัดเลือกผู้หญิงให้สามีตัวเองจะรู้สึกอย่างไร หลายวันก่อนเธอไปหาจวินเอ๋อร์และเพ่ยเอ๋อร์ที่ตำหนักบูรพา เธอเห็นพระชายาองค์รัชทายาทยังคงยิ้มแย้มเบิกบาน ราวกับว่านางควรจะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องการเลือกชายารอง
ก็จริงอยู่ พระชายาองค์รัชทายาทเกิดในครอบครัวที่มีชื่อเสียง ได้รับการอบรมสั่งสอนตามตำรา ‘บัญญัติสตรี’ ‘จริยธรรมสตรี’ ‘คำสอนสตรี’ เป็นต้น แล้วยังต้องเป็นผู้นำของตำหนักในในอนาคต ต้องควบคุมดูแลบรรดาพระสนม เรื่องการคัดเลือกผู้หญิงให้สามีก็ย่อมต้องฝึกให้ใจกว้าง ไม่มีความรู้สึกใดๆ
แต่ว่า...เธอก็อดรู้สึกเจ็บปวดหัวใจแทนพระชายาองค์รัชทายาทไม่ได้ ส่งสามีไปร่วมห้องกับผู้หญิงคนอื่น วันต่อมายังต้องพบหน้าผู้หญิงที่ใช้สามีร่วมกับตัวเอง ตกรางวัลให้ผู้หญิงคนนั้น จะต้องทรมานขนาดไหนกัน?
เซียวหลิงเสวี่ยเข้าใจความรู้สึกของเธอดีจึงพูดว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าสนิทสนมกับชายาองค์รัชทายาท แต่เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงนาง นางให้กำเนิดโอรสแล้ว ใครก็ไม่สามารถทำให้สถานะของนางสั่นคลอนได้”
ฉินซู่เอ๋อร์ขมวดคิ้ว “ข้ารู้ แต่นางก็อาจจะเสียใจที่สามีนอนกับผู้หญิงคนอื่น...”
“เจ้าคิดว่าทุกคนจะเหมือนเจ้าหรืออย่างไร” เขาบีบจมูกเธอเบาๆ ด้วยความขบขัน “ตั้งแต่ชายาองค์รัชทายาทหมั้นกับรัชทายาทตอนอายุสิบขวบก็รู้หน้าที่ของนางแล้ว ไม่เพียงนางที่ต้องสืบทอดวงศ์ตระกูลให้กับราชวงศ์ แต่ยังต้องควบคุมและเร่งรัดให้เหล่าอนุชายามีทายาทให้กับราชวงศ์ด้วย”
ซู่ซู่เคยบอกว่า ในยุคที่นางใช้ชีวิตอยู่เป็นระบอบผัวเดียวเมียเดียว ไม่ว่าผู้ชายคนไหน ไม่ว่าจะสูงศักดิ์เพียงใด ตามกฎหมายแล้วทุกคนมีภรรยาได้เพียงคนเดียว จะให้นางยอมรับผู้ชายมีภรรยาหลายคนนั้นเป็นเรื่องยากมาก แต่เขารับปากนางแล้วว่าชาตินี้จะไม่มีอนุภรรยาอย่างเด็ดขาด ต่อให้นางไม่เคยคิดเรื่องผัวเดียวเมียเดียว เขาก็จะไม่มีวันมีอนุภรรยา ชาตินี้มีนางเพียงคนเดียวก็เพียงพอแล้ว เขาไม่ต้องการผู้หญิงคนอื่นอีก แล้วก็ไม่มีผู้หญิงคนใดจะมาแทนที่นางได้
“ท่านพูดเช่นนี้ ข้ายิ่งรู้สึกว่าชายาองค์รัชทายาทน่าสงสาร” ฉินซู่เอ๋อร์ถอนหายใจพร้อมคร่ำครวญ “นางไม่ได้ไม่มีความรู้สึกเป็นของนางเอง นางเพียงถูกบังคับให้มองข้ามความรู้สึกเหล่านั้นเพื่อยอมรับภาระหน้าที่ในฐานะพระชายาองค์รัชทายาทของนาง”
หน้าผากของเซียวหลิงเสวี่ยปรากฏรอยย่นอีกครั้ง เขากอดภรรยารักไว้ในอ้อมอกแล้วพูดอย่างเคร่งขรึมว่า “ฟังให้ดี ซู่ซู่ เจ้าห้ามไปพูดโน้มน้าวชายาองค์รัชทายาทโดยเด็ดขาด หากเจ้าพูดโน้มน้าวนางได้สำเร็จ ทำเรื่องผิดหลักจารีตประเพณี ต่อหน้าเสด็จแม่และเสด็จพี่ ข้าคงช่วยพูดแทนเจ้าไม่ได้ แล้วก็ยิ่งไม่มีหน้าจะพบรัชทายาท”
สิ่งที่นางถนัดที่สุดคือการชี้แจงเหตุผล โดยเฉพาะเหตุผลที่ไม่ถูกต้อง แต่กลับทำให้คนต้องเก็บเอาไปคิด หนีซื่อ ก็เป็นฝ่ายขอแยกทางเองหลังจากที่ถูกนางพูดโน้มน้าว ยังมีอีกหันชิงอีที่มีนิสัยเย่อหยิ่ง เมื่ออยู่เบื้องหน้านางกลับเลิกวางท่า แม้กระทั่งคนที่ฉลาดหลักแหลมเช่นเฝิงจิ้งควานที่เวลานี้ยังยอมจงรักภักดีต่อนางจนตัวตาย เห็นได้ว่านางมีความสามารถในการโน้มน้าวจิตใจคนเป็นอย่างยิ่ง
“อะไรกัน!” ฉินซู่เอ๋อร์หัวเราะ “ท่านเห็นข้าเป็นคาร์เนกีหรืออย่างไร?”
เกิดเครื่องหมายคำถามตัวโตขึ้นที่หน้าผากของเซียวหลิงเสวี่ย “คาร์เน...กี?”
เธอพูดขำๆ ว่า “อันนี้มันซับซ้อนเล็กน้อย อธิบายให้เข้าใจในเวลาสั้นๆ ไม่ได้ หากท่านสนใจ วันหลังข้าค่อยเล่าให้ท่านฟัง”
เขาอดถอนหายใจไม่ได้ “เรื่องแปลกประหลาดในสมองของเจ้า ไม่รู้ว่าชาตินี้ข้าจะฟังหมดหรือไม่”
ฉินซู่เอ๋อร์พูดอย่างจริงจังว่า “ฟังไม่หมดแน่นอนอยู่แล้ว เรื่องที่ข้าเคยเล่าให้ท่านฟัง เป็นเรื่องสัพเพเหระไม่ถึงหนึ่งในหมื่นในยุคของข้าด้วยซ้ำไป ส่วนเรื่องที่จะทำให้ท่านต้องตื่นตะลึง จนวันนี้ข้ายังไม่ได้เล่าให้ท่านฟังแม้แต่เรื่องเดียว” อย่างเช่นเรื่องอินเทอร์เน็ต การบิน การผ่าตัดด้วยแขนกลที่เรียกว่าดาวินชี...และอีกมากมายก่ายกอง ทุกเรื่องจะต้องทำให้เขารู้สึกเหลือเชื่อแน่ๆ
เซียวหลิงเสวี่ยลูบจมูกงามของเธออย่างเอาอกเอาใจ “ถ้าเช่นนั้นพวกเรามาตกลงกันว่าชาติหน้ากลับมาเป็นสามีภรรยากันอีก ข้าจะฟังเจ้าเล่าต่อ”
หากจะถามว่าเวลานี้เขากลัวอะไร ก็คงจะกลัวว่าวันใดวันหนึ่งนางจะกลับไปยุคสมัยของนางโดยไม่ทันตั้งตัว นั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่สามารถทัดทานได้ เพราะแม้กระทั่งตัวนางเองก็ไม่อาจรับรองได้ ดังนั้นจึงทำให้เขายิ่งกระวนกระวายพะวักพะวน
เธอไม่เห็นความทุกข์ที่ซ่อนอยู่ในใจของเขา ยิ้มพร้อมพูดว่า “ถ้าเช่นนั้นเกรงว่าพวกเราจะต้องเป็นสามีภรรยากันสามชาติท่านจึงจะฟังหมด”
เซียวหลิงเสวี่ยกุมมือเธอแน่น พูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “สามชาติไม่พอ ข้าจะเป็นสามีภรรยากับเจ้าร้อยชาติ”
คำพูดประโยคนี้ของเขาทำให้เธอซาบซึ้งใจ ริมฝีปากอ่อนนุ่มจูบเขาโดยไม่รู้ตัว ลิ้นน้อยๆ ชอนไชเข้าไปในปากเขา โรมรันอย่างเร่าร้อน
เซียวหลิงเสวี่ยถูกภรรยาจูบจนเลือดในกายพลุ่งพล่าน เขาโอบเอวบางไว้ พูดด้วยความรู้สึกปั่นป่วน “หากพวกเรากลับจวนเวลานี้ จะมีคนทายถูกหรือไม่ว่าพวกเรากลับไปทำอะไรกัน”
ฉินซู่เอ๋อร์รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกายเขาจึงรีบปล่อยมือทั้งสองที่โอบรอบคอเขาไว้ บุ้ยปาก น้ำเสียงออดอ้อน “โอย ข้าไม่ไปกับท่านแน่ๆ เพื่อการแต่งกายวันนี้ข้าต้องทนทรมานกว่าหนึ่งชั่วยาม ให้ข้าต้องเขียนคิ้วปะแป้ง เกล้าผมสวมเสื้อผ้าอีกครั้ง ข้ารับไม่ไหวแน่”
เซียวหลิงเสวี่ยทั้งโกรธทั้งขำ “แล้วเจ้ายังมายั่วข้าอีก”
เธอพูดอย่างไม่สนใจไยดี “แค่จูบเท่านั้น ใครจะรู้ว่าท่านฟุ้งซ่านเช่นนี้”
“เป็นเพราะอยู่กับเจ้าข้าจึงฟุ้งซ่าน” แววตาของเขามีรอยยิ้ม มือใหญ่ไต่ไปทั่วร่างกายเธอ “ก็ได้! ลองดูว่าเจ้าจะหนักแน่นเพียงใด”
ฉินซู่เอ๋อร์ถูกเขาจี้จึงหัวเราะคิกคัก ขณะที่สามีภรรยากำลังเกี้ยวพาราสีกันอยู่นั้นก็ใกล้ถึงประตูวังหลวงแล้ว



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
บ้าจริง! เขารู้ทั้งรู้ว่าเธอมีวิญญาณของคนยุคปัจจุบันที่ข้ามภพมา แล้วยังมีความเมตตาของหมออยู่ในตัว เขาจึงให้เธอเปิดโรงหมอต่อไป แต่เวลานี้เธอแค่ช่วยคนที่เขารู้สึกว่าไม่ควรช่วย เขากลับพู.่าจะถือเป็นคนแปลกหน้ากับเธอ?! ย่อมได้ ฉินซู่เอ๋อร์จึงนำสัมภาระ สาวใช้ และทีมผ่าตัดเดินทางไกลไปยังเมืองอื่น...

นับว่าเซียวหลิงเสวี่ยยังมีน้ำใจ ปลอมตัวเป็นคนรับใช้ตามมาขอคืนดี ทว่าต่อมากลับเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมากมายจนเธอเจ็บเนื้อเจ็บตัว แถมถูกลักพาตัว ส่วนเขาที่ไปช่วยก็เกือบต้องสังเวยชีวิต หลังผ่านประสบการณ์นั้นเธอจึงสาบานว่าต่อไปไม่ว่าจะช่วยใครต้องถามเขาก่อน แต่กลับไม่คิดว่าอดีตคู่หมั้นที่คิดว่าตายในสนามรบไปตั้งนานแล้วของเขาจะกลับมาหาถึงที่ แล้วยังมาขอแบ่งสามีกับเธอ?!


รูปภาพ

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “Bongkoch Books News & Activities”