New Release BLY แปล : OUTFACE - DOUBLE BIND ภาคพิเศษ

อัพเดทข่าวบงกชบุ๊คส์ ความเคลื่อนไหว และกิจกรรมพิเศษ ตลอดจนร่วมสนุกชิงรางวัลพร้อมของรางวัลมากมาย

Moderator: P'Bly, Gals, พี่บี

ตอบกลับโพส
Gals
โพสต์: 995
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 13 ก.พ. 2009 3:47 pm

New Release BLY แปล : OUTFACE - DOUBLE BIND ภาคพิเศษ

โพสต์ โดย Gals »

1

“ชิโนบุ คืนนี้ฉันมีนัดกินข้าวกับมิทสึกะ”
ชินโด ทาคายูกิเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นพลางขยับเนกไทให้คลายออก ฮาโตริ ชิโนบุที่กำลังยืนชงกาแฟให้ชินโดอยู่ในครัวจึงถามกลับไปว่า “แล้วไงต่อ?” เพราะชินโดไม่ใช่คนที่จะมาคอยรายงานชู้รักของตัวเองเวลาจะไปกินข้าวกับภรรยา
“ตอนเย็นๆ เขาจะแวะมาที่นี่ นายช่วยอยู่เป็นเพื่อนเขาจนกว่าฉันจะกลับที”
ชายหนุ่มนั่งลงที่โต๊ะหลังจากคลายเนกไทเสร็จแล้ว หัวคิ้วของฮาโตริขมวดมุ่นขณะวางถ้วยกาแฟลงตรงหน้า
“ทำหน้าบูดเชียว ไม่อยากอยู่กับมิทสึกะเหรอ?”
“ก็ไม่เชิง แค่คิดว่ามันแปลกๆ ผมเป็นชู้รักของคุณนะ คุณไม่รู้สึกอะไรบ้างรึไง ที่มาขอให้ชู้รักอยู่เป็นเพื่อนภรรยา?”
“ฉันไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เพราะมิทสึกะเป็นคนขอเองว่าอยากมาเล่นกับนายก่อนไปกินข้าว”
ชินโดตอบอย่างไม่ยี่หระก่อนจะจิบกาแฟ เพราะสามีเป็นแบบนี้ ภรรยาถึงได้เป็นอย่างนั้นไง ฮาโตรินึกในใจขณะเหล่มองใบหน้าด้านข้างที่ดูเฉยเมยจนน่าหมั่นไส้ แต่ไม่ทันไรก็เปลี่ยนความคิด
ไม่ใช่สิ ภรรยาต่างหากที่นิสัยเสียกว่าหลายเท่า รู้ทั้งรู้ว่าสามีตัวเองเลี้ยงเด็กหนุ่มที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเอาไว้ แทนที่จะไม่พอใจ ดันเห็นเป็นเรื่องสนุกเสียนี่
ชินโดเพิ่งจะแต่งงานไปเมื่อสองเดือนก่อน เขาเป็นลูกชายของชินโด โยชิโนบุ ประธานสมาคมโทเซรุ่นที่สอง ทั้งยังได้เป็นหนึ่งในฝ่ายบริหารด้วยวัยเพียงสามสิบสองปี ใครๆ ก็มองว่าสักวันเขาน่าจะได้เป็นผู้สืบทอดคนต่อไป และผู้ที่ถูกเลือกให้มาเป็นคู่ชีวิตของทายาทยากูซ่าสายตรงคนนี้ ก็คือหญิงสาววัยยี่สิบหกปี ลูกสาวของยากูซ่าที่ทรงอำนาจไม่แพ้กัน
เมื่อหลายปีก่อน แก๊งยากูซ่าขนาดใหญ่ซึ่งมีอิทธิพลในหลายพื้นที่และมีฐานที่มั่นอยู่ในแถบคันไซวางแผนจะขยายอำนาจมาทางคันโต จึงเป็นเหตุให้เกิดการกระทบกระทั่งกับแก๊งต่างๆ ที่พยายามจะขัดขวาง การแต่งงานของทั้งคู่จึงถือเป็นการแต่งงานทางการเมือง เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสององค์กรให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ชินโดจะแต่งงานกับใคร ไม่ใช่เรื่องที่ฮาโตริจะเข้าไปแทรกได้ และเขาก็ไม่ได้อยากเข้าไปยุ่งอยู่แล้ว ปัญหาสำคัญของฮาโตริไม่ได้อยู่ที่ชินโดจะแต่งกับผู้หญิงคนไหน แต่อยู่ที่เมื่อไรอีกฝ่ายจะยอมรับเขาเป็นชู้รักจริงๆ เสียที และถ้าเป็นไปได้เขาก็อยากจะอยู่เคียงข้างชินโดในฐานะชู้รักไปจนตาย
น่าขนลุกจริงๆ ขนาดสาวน้อย ม.ต้น ยังไม่มีความมุ่งมั่นที่สุดจะน่าเอ็นดูนี้เลย แต่ก็ช่วยไม่ได้เพราะมันคือความปรารถนาจากใจจริง การได้พบกับชินโดท่ามกลางชีวิตที่ตกต่ำเหมือนเศษขยะ ถือเป็นโชคดีเพียงอย่างเดียวของเขา
ฮาโตริไม่ได้เรียนชั้นมัธยมต้นเหมือนคนอื่น แต่ใช้ชีวิตอย่างโชกโชนอยู่ท่ามกลางแสงสียามราตรี ด้วยการขายเรือนร่างให้ผู้หญิงที่อายุคราวแม่ ทำให้เขาเกิดความเบื่อหน่ายในตัวผู้หญิง และหันไปหว่านเสน่ห์ใส่ผู้ชายแทน แต่สุดท้ายก็ถูกหนึ่งในนั้นที่เป็นเอเยนต์ค้ายาเสพติดมอมเมา จนกลายเป็นไอ้ขี้ยาเต็มตัวในวัยเพียงสิบแปดปี
ชินโดมาเจอฮาโตริในสภาพที่ตกต่ำถึงขีดสุดแล้วช่วยเขาเอาไว้ ในมุมมองของชินโดมันอาจจะเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบ แต่สำหรับฮาโตริ มันคือโอกาสในการตั้งต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง
และเส้นทางที่เขาเลือกเดินก็คือการเป็นชู้รักของชินโด ทว่าชินโดแต่งงานกับมิทสึกะไปแล้ว ก่อนที่เขาจะได้ดำรงตำแหน่งนี้อย่างเป็นทางการ จึงไม่แปลกเลยถ้าเขาจะโดนเฉดหัวออกไป
ฮาโตริยังไม่เคยมีอะไรกับชินโดเลยสักครั้ง ทั้งที่อาศัยอยู่ในห้องนี้มาเกือบครึ่งปี เป็นได้แค่ชู้รักในนามที่กินนอนร่วมกับชินโดเท่านั้น เขาเลยเตรียมใจไว้แล้วว่าชินโดอาจจะใช้โอกาสนี้ไล่เขาออกไป
แต่ปรากฏว่าไม่เป็นอย่างนั้น เพราะชินโดไม่คิดจะอยู่ร่วมกับมิทสึกะผู้เป็นภรรยามาตั้งแต่แรก เธอยังอาศัยอยู่ในแมนชั่นเดิมก่อนแต่งงาน และมาหาชินโดที่ห้องเป็นบางครั้งบางคราว ไม่รู้ว่าทั้งสองไปตกลงกันไว้อย่างไร แต่ฮาโตริก็กลายเป็นเมียเก็บที่ได้รับความเห็นชอบจากเมียหลวงไปแล้ว
“นี่ มันแปลกจริงๆ นะ?”
ฮาโตริเปิดประเด็นหลังจากนั่งลงที่เก้าอี้ตัวข้างๆ เขาตั้งใจว่าจะพูดกับชินโดนานแล้ว เลยถือเป็นจังหวะเหมาะพอดี
“หมายถึงอะไร?”
“ก็เรื่องที่ชู้รักอย่างผมได้อยู่กับคุณ แต่ภรรยามาหาเป็นบางครั้งน่ะสิ มันไม่สมเหตุสมผลเลย ผมย้ายออกไปอยู่ห้องอื่นดีกว่า”
ชินโดเป็นเจ้าของแมนชั่นแห่งนี้และครอบครองชั้นบนสุดทั้งชั้น ห้องของชินโดอยู่ด้านในสุด ถัดมาจึงเป็นห้องของผู้ติดตามอย่างคาวาโนะและคุโรซากิ ส่วนห้องว่างอื่นๆ มีไว้ให้ลูกน้องผลัดกันมานอนค้างเพื่อคุ้มกัน หรือทำความสะอาดห้องของชินโด ดังนั้นจึงมีห้องว่างเหลือเฟือให้ย้ายไปอยู่
“ไม่สมเหตุสมผลรึ รูปลักษณ์ของนายออกจะวัยรุ่น ทำไมกับเรื่องพวกนี้ถึงได้ล้าสมัยนัก”
ชินโดพูดกลั้วหัวเราะ ไม่รู้ว่ากำลังชมหรือด่ากันแน่
“เขาเรียกหัวโบราณ ไม่ใช่ล้าสมัย นี่ ผมพูดจริงนะ ถ้าปล่อยไว้จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับพวกลูกน้อง ตั้งแต่วันนี้ไปผมย้ายไปอยู่ห้องอื่นดีกว่า”
“อย่าทำอะไรไม่เข้าเรื่องน่า” ชินโดพูดตัดบทก่อนจะวางถ้วยกาแฟลงบนจานรอง
“ต่อให้นายย้ายไปอยู่อีกห้องบนชั้นเดียวกัน คนอื่นก็ไม่ได้มองว่ามันต่างไปจากเดิมหรอก ถ้ายังดึงดันจะทำตามเหตุผลนี้ ก็ย้ายไปอยู่แมนชั่นอื่นซะ แต่บอกไว้ก่อนนะว่าย้ายแล้วย้ายเลย ฉันไม่เจียดเวลาไปหานายที่ห้องแน่ ถ้าเป็นแบบนี้แล้วยังรับได้ก็ตามใจ”
สิ่งที่เขาพูดด้วยความหวังดีถูกปัดตกและกลายเป็นความพอใจส่วนตัวที่ไร้สาระไปซะแล้ว
“คุณมันนิสัยไม่ดี”
พอเงียบไป ชินโดก็ยกมือลูบหัวเขา “อย่างอนสิ”
“ก็นายพูดจาไม่เข้าท่าเอง ถ้าฉันรู้สึกว่านายเกะกะ คงไล่ออกไปนานแล้ว”
น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนกว่าปกติ เล่นตบหัวแล้วลูบหลังแบบนี้ขี้โกงชะมัด ฮาโตริอยากจะสวนกลับไป ปกติชินโดแทบไม่พูดคำหวานอยู่แล้ว แต่บางครั้งก็พูดประโยคที่กระแทกใจเขาออกมาง่ายๆ ตบหัว ตบหัว ตบหัว ตบหัว ลูบหลัง ด้วยความถี่ระดับนี้ ฮาโตริเลยยิ่งใจอ่อนยวบ สำหรับแมวที่หิวโหยแล้ว แม้แต่ก้างปลาก็ยังอร่อย
แต่ฮาโตริก็รู้ว่าชินโดแค่ปล่อยให้เขาอยู่ข้างกาย เพราะยอมรับในความจงรักภักดีชนิดหน้ามืดตามัวของเขา เหมือนกำลังเจือจุนเด็กที่น่าสงสารคนหนึ่งเท่านั้น แต่การได้อยู่เคียงข้างแบบนี้ก็ทำให้ฮาโตริมีความสุขมากพอแล้ว ดังนั้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขาจะไม่ยอมแยกจากชินโดเด็ดขาด เพราะนี่คือสิ่งที่เขาตัดสินใจแล้ว
“ดอกไม้นี่ของนายเหรอ?”
แจกันกลางโต๊ะมีดอกกุหลาบสีแดงปักอยู่ แม้จะไม่ใช่ช่อหนาเพราะมีแค่ราวๆ สิบดอก แต่ก็เป็นกุหลาบที่สวยงามน่าชม
“อืม คุณชอบกุหลาบแดงใช่ไหม?”
ชินโดมองดอกไม้สีแดงก่ำอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “ใช่”
“พูดถึงดอกไม้ก็ต้องเป็นดอกกุหลาบ พูดถึงกุหลาบก็ต้องเป็นสีแดง ความคิดนี้ฝังอยู่ในหัวฉันมานานแล้ว ดูเหมือนฉันจะเป็นพวกที่ชอบอะไรแล้วจะไม่ยอมเบื่อง่ายๆ น่ะ”
“ดีออก แบบนั้นน่าอิจฉาจะตาย เพราะผมเป็นพวกขี้เบื่อ ถึงจะเป็นสิ่งที่ตัวเองสนใจก็ไม่เคยทำได้นาน...อ๊ะ ยกเว้นเรื่องของคุณนะ”
ฮาโตริฉีกยิ้มพร้อมกับโน้มตัวเข้าไปหา ทีแรกนึกว่าจะโดนเมินอย่างเย็นชาเหมือนเคย แต่ชินโดกลับยึดคางเขาไว้ แล้วกระซิบด้วยเสียงทุ้มต่ำที่ทำให้สั่นสะท้านไปทั้งตัว “จริงรึ?”
“จริงสิ จนป่านนี้ยังมองไม่เห็นความตั้งใจของผมอีกเหรอ?”
“เห็นแล้ว แต่คำพูดของเด็กขี้เบื่อเชื่อถือไม่ได้”
ชินโดเอ่ยคำพูดแสนเย็นชาพร้อมกับหอมแก้มเขาไปทีหนึ่ง วันนี้ลูบหลังบ่อยจัง ถึงจะน่าดีใจ แต่ก็รู้สึกสับสนนิดหน่อย เมื่อคิดว่าชินโดอาจจะทำไปเพื่อชดเชยที่สั่งให้เขาอยู่เป็นเพื่อนมิทสึกะ
เสียงกริ่งหน้าห้องดังขึ้น ฮาโตริจึงเดินไปรับสายอินเตอร์โฟน “คาวัจจิมาแหละ” เขาหันมาบอกชินโดหลังตรวจสอบแล้วว่าผู้ที่มาคือคาวาโนะ
ชายคนนี้ตรงต่อเวลาเสมอ บอกว่าจะมารับตอนเก้าโมงก็มาตอนเก้าโมงเป๊ะ ไม่แน่ว่าอาจจะยืนรออยู่หน้าประตูให้เข็มชี้เลขสิบสองก่อนแล้วค่อยกดกริ่งก็ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็ไม่น่าแปลกใจเลย เพราะชายที่ชื่อคาวาโนะมีนิสัยเจ้าระเบียบมาก
แม้จะเคร่งครัดจริงจัง แต่คาวาโนะก็รู้จักยืดหยุ่น และปรับตัวตามสถานการณ์ได้เมื่อเจออุปสรรคที่ไม่คาดฝัน ยิ่งรู้จักชายคนนี้มากเท่าไร ฮาโตริก็ยิ่งเข้าใจว่าทำไมชินโดถึงไว้วางใจคาวาโนะมาก
เมื่อเห็นชินโดลุกขึ้น ฮาโตริก็ชิงเดินไปที่หน้าประตูก่อนเพื่อส่องตาแมวเช็กความเรียบร้อยของระเบียงทางเดิน ชายใส่แว่นในชุดสูทคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น หลังจากแน่ใจแล้วว่าคาวาโนะอยู่คนเดียวฮาโตริก็เปิดประตู
“อรุณสวัสดิ์ คาวัจจิ”
“อรุณสวัสดิ์ครับ”
ช่วงแรกๆ ขมับของคาวาโนะจะกระตุกทุกครั้งที่ถูกฮาโตริเรียกอย่างสนิทสนมว่าคาวัจจิ แต่ปัจจุบันอาการเหล่านี้หายไปแล้วเพราะความเคยชิน ส่วนคุโรซากิ พี่น้องร่วมสาบานของคาวาโนะที่เป็นทั้งคนขับรถและบอดี้การ์ดของชินโด ถูกเขาเรียกว่าคุโระจัง
อีกฝ่ายเป็นชายร่างยักษ์เหมือนนักกีฬาต่อสู้ ความที่เป็นคนปากหนักและมีสีหน้าไร้อารมณ์อยู่เสมอ ทำให้ฮาโตรินึกขำและแอบตั้งฉายาให้ในใจว่าคุโระจังคนเหล็ก แต่เขาก็พยายามจะระวังคำพูด เพราะถ้าล้อเลียนมากไปจะถูกคาวาโนะเกลียดเอาได้
“ฝากมิทสึกะด้วยนะ”
“รู้แล้วล่ะ ผมจะคอยเอาอกเอาใจองค์ราชินีเต็มที่เลย”
คาวาโนะเหลือบมองใบหน้าของฮาโตริ แม้จะเป็นเพียงเสี้ยววินาที แต่คนหูไวตาไวอย่างเขาก็สัมผัสได้ถึงความเห็นอกเห็นใจที่แฝงอยู่ในนั้น ทำไมกันนะ ฮาโตริลอบถอนหายใจ
ผ่านไปครึ่งปี แม้แต่คาวาโนะที่ไม่ยอมรับเขาในตอนแรก เพราะเห็นว่าเป็นเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าก็ยังมองว่าเขาเป็นชู้รักในที่สุด แต่คนที่อาศัยอยู่ร่วมกับเขาอย่างชินโด กลับไม่ยอมปฏิบัติกับเขาเหมือนชู้รักสักที
...เอาเถอะ ยิ่งถูกปฏิบัติอย่างเย็นชาก็ยิ่งมีไฟ พื้นฐานของความรักก็เป็นอย่างนี้ไม่ใช่เหรอ
“ไปดีมาดีนะครับ”
ฮาโตริซุกซ่อนหัวใจนักสู้ไว้ภายใน ก่อนจะคลี่ยิ้มให้ชินโด

“ชิโนบุซัง พอเถอะ ผมยอมแพ้ เมื่อคืนผมดื่มเป็นเพื่อนวานิบุจิซังจนถึงเช้า ถ้ายังไม่เลิกจะอ้วกจริงๆ แล้วนะครับ”
ใบหน้าของอิโมโตะที่กำลังโอดครวญดูซีดเผือด บ่งบอกถึงอาการเมาค้างอย่างรุนแรง “ถ้านายอ้วก ฉันตัดเพื่อนแน่” ฮาโตริว่าพลางลดนวมลง เพิ่งจะออกแรงไปราวๆ สิบนาทีเท่านั้น ยังไม่สาแก่ใจเลยสักนิด
“ฉันเครียดมากเลยนะ เพราะชินโดซังไม่ยอมนอนกับฉันสักที เห็นว่าวันนี้ลูกพี่อิโมโตะจะมา เลยกะจะให้สอนมวยไทยสักหน่อย เผื่อว่าจะรู้สึกสดชื่นขึ้นบ้างถ้าได้เสียเหงื่อจากการออกกำลังกาย แทนการเสียเหงื่อบนเตียงที่ทำไม่ได้ น่าผิดหวังจริงๆ ยากูซ่าคิ้วโล้นอย่างนายปล่อยให้ตัวเองเมาค้างได้ไง เสียชื่อหมดเลย อิโมโตะคุง”
แม้เรื่องเมาค้างจะไม่มีตรงไหนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องคิ้วโล้นเลย แต่อิโมโตะก็ยังยอมรับผิดอย่างตรงไปตรงมา “น่าละอายจริงๆ ครับ”
“ถ้าไม่รังเกียจ ผมแนะนำโรงยิมให้เอาไหม ชิโนบุซังเซนส์ดี ลองเรียนศิลปะการต่อสู้แบบเป็นเรื่องเป็นราวดูไหม คุณต้องมีพรสวรรค์แน่ๆ”
“ไม่เอา เกิดมีกล้ามล้ำบึกขึ้นมาก็แย่สิ เดี๋ยวได้ถูกชินโดซังรังเกียจพอดี”
ฮาโตริพูดล้อเล่น แต่ที่จริงเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชินโดมีรสนิยมแบบไหน จะชอบผู้ชายหรือเปล่าก็ยังไม่แน่ใจ
“แต่คุณชอบต่อยมวยใช่ไหมล่ะ ถ้าฝึกร่างกายแค่พอประมาณ ก็ไม่ล่ำเหมือนหมีหรอกครับ”
ปกติฮาโตริเป็นประเภทที่ไม่ชอบชนกับศัตรูตรงๆ เวลามีเรื่องชกต่อย ถ้าไม่เผ่นแน่บ ก็อาศัยทีเผลอเล่นงานฝ่ายตรงข้ามด้วยวิธีสกปรก แต่ตอนนี้เขาดันก้าวเข้ามาอยู่ในโลกของยากูซ่า น่าจะมีโอกาสตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายยิ่งกว่าเดิม ดังนั้นฝึกร่างกายไว้บ้างก็อาจจะดีกว่า
“อืม...ฉันจะลองเก็บไปคิดดูแล้วกัน”
ฮาโตริตอบไปตามเรื่องก่อนจะถอดนวมออก ห้องนี้เป็นห้องสำหรับลูกน้องของชินโด ปกติจะมีคนมานอนค้างเสมอ วันนี้เป็นเวรของอิโมโตะที่ฮาโตริถูกใจ กับเด็กใหม่ที่ชื่อยาสุซากิ
ตอนนี้ยาสุซากิกำลังง่วนอยู่กับการทำความสะอาดห้องของชินโด ตอนที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ๆ ฮาโตริเคยเสนอตัวช่วยทำความสะอาดกับซักผ้า แต่ถูกชินโดบอกปัดว่าอย่าแย่งงานของพวกลูกน้อง ฮาโตริเลยไม่มีอะไรให้ทำ ต้องอยู่ว่างๆ ทุกวันเหมือนถูกทิ้งไว้
มีครั้งหนึ่งที่ได้รับมอบหมายให้ไปล่อลวงผู้ชาย ซึ่งฮาโตริก็ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ แต่ชินโดที่น่าจะพึงพอใจกลับไม่ยอมให้เขาทำงานสำคัญแบบนั้นอีกเลย
ชินโดระมัดระวังในการใช้งานเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะอย่างเขา ฮาโตริตระหนักดีว่าการที่เขาอยู่ด้วยแบบนี้ ถือเป็นสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงไม่น้อยสำหรับชินโด จึงไม่กล้าเซ้าซี้ของานจากอีกฝ่าย
“วานิจังอยู่ที่สำนักงานย่อยนิชิชินบาชิใช่ไหม? อยากไปเล่นด้วยจัง แต่คงทำไม่ได้”
“ถูกแล้วครับ รอให้บรรลุนิติภาวะก่อนดีกว่า”
เพราะตำรวจจะนำเรื่องนี้มาเล่นงานสมาคมโทเซได้ หากเห็นว่ามีเด็กที่ยังเป็นเยาวชนเข้าๆ ออกๆ ที่สำนักงานของยากูซ่า
“เมื่อไรฉันจะยี่สิบสักทีน้า”
“ทนอีกนิดเดียวเองครับ ถ้าว่างก็ไปสอบใบขับขี่ก่อนดีไหม?”
“ให้ไปเรียนขับรถน่ะเหรอ ฉันอยากได้ใบขับขี่ก็จริง แต่ไม่ชอบไปโรงเรียนสอนเลย”
อิโมโตะเดินไปหยิบน้ำแร่มาสองขวด ฮาโตริรับไว้ขวดหนึ่งก่อนจะทิ้งตัวลงบนโซฟา สายตาเลื่อนไปมองที่โต๊ะ
บนนั้นมีจอมอนิเตอร์ตั้งอยู่สองจอ ภาพในจอถูกแบ่งออกเป็นช่องๆ มีทั้งภาพหน้าทางเข้าชั้นหนึ่ง ภาพภายในลิฟต์ หรือแม้แต่ภาพจากกล้องที่ติดอยู่บนระเบียงทางเดินชั้นบนสุด
ระบบรักษาความปลอดภัยของชินโดนั้นเข้มงวดจนน่าทึ่ง ดูเหมือนว่าแมนชั่นนี้จะถูกสร้างขึ้นตามความต้องการของชินโด ชั้นบนสุดจึงไม่ต่างจากป้อมปราการที่ยากจะบุกทะลวง
ต่อให้มีคนขึ้นลิฟต์มาจนถึงชั้นบนสุดก็ออกไปที่ทางเดินไม่ได้อยู่ดี เพราะต้องผ่านประตูล็อกอัตโนมัติอีกชั้นที่ติดตั้งไว้หน้าลิฟต์ก่อน
ส่วนผนังกั้นกับประตูก็เหมือนจะทำมาจากกระจกกันกระสุนด้วย สรุปง่ายๆ ก็คือชั้นนี้ไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาโดยพลการ
ปกติพวกฮาโตริจะใช้ลิฟต์พิเศษในลานจอดรถใต้ดินที่ตรงขึ้นมาสู่ชั้นบนสุดเลย ซึ่งเป็นลิฟต์ที่ใช้ระบบกุญแจอัตโนมัติ หากไม่มีกุญแจเฉพาะก็เปิดประตูลิฟต์ไม่ได้
ชินโดไม่ใช่คนกระหายอำนาจ แต่เมื่อไรที่เกี่ยวข้องกับงาน เขาจะเป็นคนเยือกเย็นที่ไร้ความปรานีเสมอ ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการเลี้ยงดู ทำให้เขามีศัตรูมากมายทั้งภายในและภายนอก ต่อให้ป้องกันตัวเองอย่างถึงที่สุดแล้ว ก็ไม่มีวันเพียงพออยู่ดี

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ประธานรุ่นที่สามของสมาคมโทเซ แก๊งยากูซ่าขนาดใหญ่กำลังถูกชายผู้เป็นดั่งหมาบ้าหมายหัว!? หลังจากที่ฮาโตริยอมรับความรักจากชินโดและย้ายเข้าไปอยู่ในเรือนใหญ่ได้ไม่นาน ฮิเอดะ อดีตสมาชิกแก๊งผู้มีปมแค้นในใจก็ประกาศกร้าวว่าจะเอาชีวิตชินโดให้ได้!! ฮาโตริจึงเร่งตามจับอีกฝ่ายด้วยความร้อนใจ “ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับชินโดซังละก็ แกตายแน่” ในขณะที่ฮาโตริเติบโตขึ้นจากความรัก ความพร้อมในใจเขาก็กำลังจะถูกทดสอบ!! นอกจากนี้ยังมีตอนพิเศษ ‘ดอกไม้ไร้นาม’ ซึ่งเป็นเรื่องราวในวันวานของชินโดและฮาโตริรวมอยู่ในเล่มด้วย!!

รูปภาพ

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “Bongkoch Books News & Activities”