New Release : สถานะคุณหนูนั้นเป็นเพียงฉากบังหน้า! (ผมน่ะหรือ คือ ราชาปีศาจ! เล่ม 10)

อัพเดทข่าวบงกชบุ๊คส์ ความเคลื่อนไหว และกิจกรรมพิเศษ ตลอดจนร่วมสนุกชิงรางวัลพร้อมของรางวัลมากมาย

Moderator: P'Bly, Gals, พี่บี

ตอบกลับโพส
Gals
โพสต์: 995
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 13 ก.พ. 2009 3:47 pm

New Release : สถานะคุณหนูนั้นเป็นเพียงฉากบังหน้า! (ผมน่ะหรือ คือ ราชาปีศาจ! เล่ม 10)

โพสต์ โดย Gals »

ในโลกนี้ มีสิ่งที่ห้ามแตะต้องอยู่สี่อย่าง

บทนำ

ปราสาทนี้ใกล้จบสิ้นเต็มที
และสายเลือดของตระกูลเราก็จะสิ้นสุดลงที่นี่
พอมองร่างสองร่างที่ถูกหามใส่เปลสำหรับทหารบาดเจ็บ ชายผู้เคยเป็นเจ้าของปราสาทและอาณาจักรแห่งนี้มาจนถึงเมื่อครู่ก็คร่ำครวญเช่นนั้น
ในห้องนี้ซึ่งอยู่ชั้นบนสุดของหอคอย มีเลือดและศพของเหล่าข้ารับใช้ที่ต่อสู้อย่างกล้าหาญจนถึงวินาทีสุดท้าย รวมถึงทหารฝ่ายศัตรูที่พวกเขาสังหารไปผสมกันจนมองไม่ออกว่าเป็นของฝ่ายใดกันแน่
เมื่อได้สิ่งที่ลูกน้องหามมา ผู้บุกรุกที่ยืนเหยียบย่ำเลือดทั้งสองฝ่ายอยู่นั้นก็เปล่งเสียงร้องอย่างโกรธเกรี้ยว
“ใครบอกให้ฆ่าทิ้ง!? ข้าบอกให้พามาทั้งที่ยังเป็นๆ อยู่ต่างหาก!”
ผู้ที่ถูกวางลงกับพื้นหินพร้อมกับเปลหาม คือมเหสีและโอรสผู้เปลี่ยนสภาพไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
เนื่องจากนางคู้ตัวโอบกอดเด็กทารกเอาไว้ จึงมองไม่เห็นสีหน้าที่น่าจะแสดงให้เห็นถึงความทรมาน เส้นผมสีน้ำผึ้งที่เคยงดงามเปรอะเลือดและแนบติดผิวสีขาว คงเพราะถูกดาบสั้นแทงเข้าที่อก สีแดงที่ยังดูสดใหม่อยู่จึงซึมไปจนถึงด้านหลังของเสื้อผ้า
“แต่ว่าใต้เท้าอินกลาธ ตอนที่พวกเราเจอก็สิ้นใจไปแล้ว....”
“ถ้าไม่ปล่อยให้มีชีวิตไว้ก็ไม่มีความหมายน่ะสิ!”
ใช่แล้ว ถ้าไม่มีชีวิต ก็ไม่มีความหมาย
โรเบิร์ต เบอราร์ดพึมพำขณะถูกทหารร่างบึกบึนสี่นายจับตัวรั้งไว้
ไม่น่าจะเคยบอกว่าให้ฆ่าตัวตายสักหน่อย
ต่อให้เป็นพวกป่าเถื่อนที่เล่นสกปรกเพียงใดก็คงไม่ลงมือกระทั่งกับผู้หญิงและเด็กอยู่แล้ว แม้ว่าจะปกป้องไม่ได้จนถึงท้ายที่สุด แต่ก็ย้ำแล้วย้ำอีกว่าขอแค่มเหสีกับโอรสที่ยังเล็กมีชีวิตรอดและหนีออกไปจากปราสาทได้ก็พอ ทั้งๆ อย่างนั้นทำไมถึงได้กระทำการคิดสั้นเช่นนี้
โรเบิร์ตขานนามของทั้งสองด้วยคอที่แห้งผาก เขาบิดร่างเพื่อจะสัมผัสศพของบรรดาผู้เป็นที่รักยิ่ง
โอรสที่เพิ่งเกิดมาได้ไม่นานยังคงถูกมเหสีโอบกอดไว้ จึงมองไม่เห็นทั้งดวงตาสีน้ำตาลอ่อนและเส้นผมที่ได้มาจากพ่อ มีเพียงมือเท้าเรียวเล็กเท่านั้นที่มองเห็นผ่านช่องระหว่างแขนของผู้เป็นแม่ ทั้งขาวจัดและเย็นเยียบ ราวกับหุ่นขี้ผึ้ง
“ตอนเจอตัวที่ริมทะเลสาบทางฝั่งทิศเหนือก็สิ้นลมหายใจไปแล้ว หากช้าไปกว่านี้สักนิดคงจมทะเลสาบและไม่พบกระทั่งศพเลยด้วยซ้ำ”
ฝั่งทิศเหนือของปราสาท ข้างใต้หอคอยมีทะเลสาบขนาดใหญ่ยักษ์อยู่ ก้นน้ำลึกเย็นเยียบกระทั่งในฤดูร้อนและไม่แข็งตัวแม้แต่ในฤดูหนาว สิ่งที่จมลงไปในนั้นจะไม่สามารถดึงกลับขึ้นมาได้อีกเป็นอันขาด มเหสีมุ่งหน้าไปที่นั่นพร้อมกับโอรสหรือเปล่า แทนที่จะคอยมองอาณาจักรถูกพวกต่างแดนรุกรานและต้องใช้ชีวิตอย่างโศกสลด นางคงปรารถนาที่จะหลับใหลในก้นบึ้งของน้ำอันเย็นเยียบมากกว่า
ขอเพียงตนเองอยู่ด้วย ก็คงจะไม่ทำให้นางเลือกเส้นทางเช่นนั้นแท้ๆ
โรเบิร์ตละสายตาจากร่างไร้ชีวิต ก่อนจะเปล่งถ้อยคำสาปแช่งผู้รุกราน ทว่าน่าแปลกที่เขาไม่โศกเศร้าจนเสียความเป็นตัวของตัวเองไป เพราะคิดว่าเดี๋ยวก็จะได้ไปขอโทษในทันทีแล้วนั่นเอง
ตนเองก็คงจะได้ไปยังสถานที่แห่งเดียวกัน จะไม่ปล่อยให้ต้องรอนานขนาดนั้น
ชายร่างใหญ่ผู้ถูกเรียกว่าอินกลาธลูบหนวดสีน้ำตาลแดงพลางส่งเสียงในคออย่างไม่พอใจ เขาคือชายผู้เป็นหัวหน้ากองทัพอันมาจากประชาชนซิมารอนที่แข็งแกร่งในชายแดนตะวันออก ซึ่งเหยียบย่ำอาณาจักรต่างๆ และปกครองโดยใช้กำลัง
“เคยคิดไว้ว่าจะต้องยอมเชื่อฟังแน่ๆ เพื่อแลกกับชีวิตลูกเมีย....แต่นี่ต้องหาเหยื่อสังเวยใหม่แล้วสินะ อะไรที่จะทำให้ชายคนนี้ยอมจำนน....”
“ต่อให้ต้องใช้วิธีการขี้ขลาดสักเพียงใดก็ตาม”
โรเบิร์ต เบอราร์ดเปล่งเสียงออกมา บรรดาทหารที่รั้งแขนขาเขาเอาไว้จวนจะเผลอผ่อนแรงลงเพราะสีหน้านั้น ราชาหัวเราะ หัวเราะเยาะเหล่าทหารซิมารอน
ตอนนี้จะมามัวจมอยู่กับความอัปยศหรือความโศกเศร้าไม่ได้
“วันที่ความปรารถนาของเจ้าเป็นจริงจะไม่มีวันมาถึงเป็นอันขาด คงไม่มีผู้ใดยอมอุทิศตนเพื่อบรรดาคนของซิมารอนที่ไม่มีทั้งอาณาจักรและเกียรติยศเป็นแน่ ด้วยความตายของเปเกอ เบอราร์ด โอรสของโรเบิร์ต เบอราร์ด สายเลือดของพวกเราได้สิ้นสุดลงชั่วนิรันดร์ เจ้าไม่สามารถได้ของที่ปรารถนาไปครองอีกแล้ว”
ราชาผู้ถูกช่วงชิงอาณาจักรตะโกนอย่างทรงพลังจนข่มเหล่าทหารได้
“ถ้าเปิดได้ก็จงเปิดไปซะ! เปิดผนึกของ ‘กล่อง’ โดยไม่มีกุญแจ ทำให้ควบคุมไม่ได้จนสูญเสียทั้งชีวิตและทุกสิ่งที่ครอบครองไปเพราะพลังยิ่งใหญ่อันบ้าคลั่งนั่นเสียเถอะ หนึ่งในกุญแจทั้งสี่ที่จะเปิด ‘กล่อง’ ได้สูญสิ้นไปชั่วนิรันดร์จากความตายของข้าและลูกชายข้า มันจะไม่ตกไปอยู่ในมือของผู้ประสงค์ร้ายอีกเป็นครั้งที่สอง”
หากจะอธิษฐานให้โลกนี้สงบสุข การไม่มีกุญแจอยู่อาจจะเป็นการดีกว่าก็ได้ โรเบิร์ตเลื่อนสายตาไปมองมือของโอรสที่ไม่เคลื่อนไหวเลยแม้เพียงน้อยนิด ต้นแขนเยาว์วัยของเด็กคนนั้นไม่มีสัญลักษณ์ที่ควรจะได้รับสืบทอด
อาจเป็นเจตนารมณ์ของพระผู้เป็นเจ้า ว่านั่นเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นสำหรับโลกใบนี้
หลังจากคิดไปแล้ว ราชาก็ส่ายหน้า
ไม่มีพระเจ้า หากมีอยู่จริง ย่อมไม่มีทางที่ทารกไร้ความผิดซึ่งเพิ่งเกิดมาจะมีชะตากรรมเช่นนี้รออยู่
ทหารเฒ่าผู้มีตำแหน่งสูงในบรรดาทหารซิมารอนกระซิบกับผู้นำที่ไว้หนวดสีน้ำตาลแดง
“ใต้เท้า ทหารของเราขยายกำลังพลได้อย่างราบรื่นดีขอรับ เมื่อสักครู่ได้รับรายงานมาว่าโซมารุชล่มสลายแล้ว ต่อจากราฮี การที่กิลเลสบีจะยอมพ่ายแพ้ต่อทหารของเราเมื่อไหร่ก็ขึ้นอยู่กับเวลา ส่วนเบอราร์ดก็อย่างที่เห็น....”
สายตาของทหารเฒ่าที่พุ่งมาสบเข้ากับดวงตาอันมีเอกลักษณ์สีน้ำตาลอ่อนทอประกายเงิน เขาพูดอะไรไม่ออก เพราะความมั่นใจสั่นคลอน ทว่าเขาก็ปฏิเสธความกังวลที่พลุ่งพล่านขึ้นมาแล้วเอ่ยความเห็นต่อผู้เป็นนายต่อ
“ประชาชนของโรเบิร์ต เบอราร์ดเอง เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็คงยอมรับใต้เท้าเป็นองค์ราชาแล้ว ไม่นานก็จะไม่มีเหตุผลให้ต้องยึดติดกับ ‘กล่อง’ อีกต่อไป ต่อให้ไม่มีสิ่งนั้น ทหารของเราก็เอาชนะผืนทวีปได้”
“แล้วมันทำไม”
“จริงอยู่ที่ว่าชายผู้นี้....มีกุญแจอยู่ในตัว แต่เมื่อเขาสูญเสียภรรยาและลูกที่จะมาช่วยถ่วงดุลตาชั่งแล้ว ตอนนี้ไม่คิดว่าเขาจะยอมเชื่อฟังโดยง่าย ขืนมัวแต่สนใจกล่องเพียงอย่างเดียวตอนนี้ ก็มีแต่จะต่อเวลาให้อาณาจักรอื่น เราควรโจมตีทั้งผืนทวีปรวดเดียวโดยไม่เผื่อเวลาให้เขาได้รวบรวมกำลังทหาร....”
“จะบอกให้ตัดใจรึ!?”
อินกลาธผลักไหล่ทหารเฒ่าและตะโกนเสียงดังจนทหารทุกนายบนหอคอยนึกอยากปิดหู เขาอารมณ์พลุ่งพล่านมากเกินไปจนตาแดงก่ำ หมัดที่กำไว้แน่นสั่นเทา
“จะให้ข้าตัดใจรึ!? ข้าคนนี้เนี่ยนะ! ชายผู้ยิ่งใหญ่ที่ค้นพบอาวุธอันตรายในตำนานเนี่ยนะ!”
เขาคลุ้มคลั่งไปแล้ว โรเบิร์ตคิด ต้องให้ชายคนนี้ได้ฟังเรื่องนั้น
“ในที่สุดทหารของข้าก็ค้นพบ ‘อวสานวายุ’ กองทัพของข้า มันเป็นของข้า กล่องในตำนานที่ว่ากันว่าพอเปิดฝาและทำลายผนึกได้ จะมีพายุทำลายล้างโลกทั้งใบนี้โหมกระหน่ำ ประเดี๋ยวเหล่าทหารก็คงจะเอามันมาให้ข้าโดยตรง อาจเป็นวันนี้ เดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ ในมือเรามีพลังที่จะทำลายล้างทั้งโลกอยู่ เราสามารถทำให้โลกทั้งใบสิ้นสุดได้ด้วยมือคู่นี้ แล้วทำไมถึงยังต้องตัดใจอีก? มีเหตุผลใดรึที่จะปล่อยพลังอำนาจให้หลุดมือไป!?”
‘อวสานวายุ’ ซึ่งเป็นหนึ่งในกล่องทั้งสี่ถูกพบที่ไหนกันนะ
โรเบิร์ต เบอราร์ดส่งสายตาเวทนาไปยังชายผู้ตะโกนไม่หยุด พลางย้อนนึกถึงความทรงจำที่ได้รับการเล่าขานมาผ่านวงศ์ตระกูล
ในโลกครั้งกาลก่อน บรรดาผู้มีพละกำลังกล้าหาญต่อสู้กับพระผู้สร้างที่พยายามจะทำลายล้างโลก พวกเขาเสียสละมหาศาล กระทั่งยอมให้ตัวเองกลายเป็นตัวตนที่ถูกจงเกลียดจงชัง เพื่อจะผนึกเหล่าพระผู้สร้างไว้ในสถานที่ที่ไม่อาจออกมาได้ด้วยกำลังตนเอง สิ่งที่ทำหน้าที่เป็นประตูก็คือกล่องทั้งสี่ใบ กล่องแต่ละใบถูกเก็บไว้ในแต่ละสถานที่ที่แตกต่างกัน ส่วนกุญแจนั้นว่ากันว่าหัวหน้าของตระกูลเก็บมันไว้ในร่างเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ แล้วก็สืบทอดต่อกันไปยังรุ่นสู่รุ่น
กล่องสี่ใบ และกุญแจสี่ดอก กุญแจเพียงหนึ่งดอกต่อกล่องหนึ่งใบเท่านั้น
แม้จะใกล้เคียงกัน แต่หากใช้สิ่งที่แตกต่างกันแล้ว พลังที่ไม่อาจควบคุมได้ก็จะอาละวาด และคงก่อให้เกิดเรื่องที่ไม่อาจเรียกคืนได้ แม้จะใช้กุญแจดอกจริง ผู้นั้นก็จะถูกพลังครอบงำ แล้วก็มีแต่จะกลายเป็นผู้ที่ช่วยมอบโลกให้เหล่าพระผู้สร้างเท่านั้นเอง
ไม่ว่าอย่างไรก็มองเห็นหนทางไปสู่ความล่มสลาย เพราะฉะนั้นจึงแตะต้องไม่ได้เป็นอันขาด
ชื่อของกล่องคือ ‘อวสานวายุ’ ‘สิ้นพสุธา’ ‘ก้นบึ้งวารีกระจกเงา’ ‘เพลิงบรรลัยกัลป์เยือกแข็ง’
กุญแจดอกแรกหนึ่งในนั้น อยู่ที่แขนซ้ายของโรเบิร์ต ราชาชาวมนุษย์
จะไม่ยอมให้เอาไปใช้งานเด็ดขาด
“ตัดให้ขาดซะ”
ชาวซิมารอนผู้มีดวงตาคลุ้มคลั่งเอ่ย เหล่าทหารที่จับเชลยเอาไว้ต่างผงะแล้วเงยหน้ามองหัวหน้าของพวกตน
“....ตัดแขนซ้ายของหมอนั่นให้ขาดซะ ถ้าไม่ว่ายังไงก็ยังดึงดันว่าจะไม่ยอมเชื่อฟัง ไม่ยอมใช้กุญแจเพื่อซิมารอนละก็ ตัดแขนซ้ายของชายคนนั้นมาซะ ไม่จำเป็นต้องไว้ชีวิต ขอแค่ได้กุญแจที่จะเปิดกล่อง เปิดประตูมาได้ก็พอ”
“แต่ใต้เท้า ถ้าอย่างนั้นหลังจากปลดปล่อยพลังมาแล้ว ก็จะไม่มีผู้ใดควบคุมได้นะขอรับ!”
“มัวทำอะไรอยู่!? รีบๆ ทำเข้า!”
แม้ทหารเฒ่าจะเข้ามาห้าม แต่ก็ไม่ทันเวลา บรรดาทหารที่ถูกสีหน้าของเจ้านายกดดันดึงแขนซ้ายให้วางเหยียดบนพื้นหินและใช้เท้าเหยียบเพื่อตรึงให้อยู่กับที่
เขาตวัดดาบที่ยกสูงเหนือศีรษะลงมา ใบมีดส่งเสียงทึบๆ กระทบกระดูกและหิน เหล็กที่หนาและหนักหักออกเป็นสองท่อน หลังจากนั้นเล็กน้อย หยดเลือดก็พุ่งออกมาจากหลอดเลือดที่ฉีกขาด แขนซ้ายที่ถูกตัดขาดกระดอนอยู่ในแอ่งเลือดที่เกิดจากแขนนั้นเอง
นิ้วที่กำค้างไว้ยังคงเคลื่อนไหวอยู่
โรเบิร์ตส่งเสียงร้องแล้วกลิ้งตัวไป เขาทำแบบนั้นเพื่อปัดมือของศัตรู ทหารที่มีประสบการณ์น้อยตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อ ส่วนทหารที่ทำงานมานานหันหน้าหนีตอบสนองโดยไม่ห่วงศักดิ์ศรี
นั่นคือสิ่งที่เล็งเอาไว้
เขาเตะผนังที่ปลายเท้าสัมผัสแล้วใช้เข่ายันตัวลุกขึ้น ก่อนจะแย่งดาบมาจากชายหนุ่มที่ยังคงตกตะลึงอยู่ ตอนที่หัวหน้าของซิมารอนด่าทอลูกน้องแล้วเร่งเร้าอยู่นั้นเอง เขาก็ใช้เพียงแขนขวาโค่นไปได้สามคน
“ใต้เท้า!”
พริบตานั้นความสนใจของทุกคนก็ถูกดึงไปยังทางเข้าห้อง เพราะผู้ส่งข่าวที่ไม่ล่วงรู้ความวุ่นวายภายในวิ่งห้อเข้ามานั่นเอง
“กล่อง....กล่องถูกชิงไปแล้วขอรับ!”
“อะไรนะ!?”
โรเบิร์ตไม่พลาดจังหวะนั้น เขาก้าวสองก้าวไปจนถึงตรงกลางห้อง ขว้างดาบไปยังชายที่เพิ่งจะลุกขึ้นยืนได้ และใช้มือขวาที่ยังเหลืออยู่คว้า ‘กุญแจ’ มา
เขาจุ่มนิ้วทั้งห้าเข้าไปในแอ่งเลือดแล้วหยิบแขนซ้ายของตนเองขึ้น
เขากอดสิ่งนั้นที่ยังอุ่นอยู่แล้วมุ่งไปยังหน้าต่างที่ซ่อนอยู่ในความมืดมิด เขาย่อเข่าลง รวบรวมกำลังสั้นๆ และใช้ปลายเท้ากระโดดขึ้นไปยังขอบหน้าต่าง พอมองจากสายตาเขาแล้ว การเคลื่อนไหวของรอบข้างช้ามาก รู้สึกราวกับว่าอยู่ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ยังไม่มีมือใครเอื้อมถึงทั้งนั้น
เขาหันหลังไปเหลือบมอง จดจำร่างไร้วิญญาณของมเหสีที่ถูกทิ้งอยู่ริมกำแพงเอาไว้ในสายตา ผมสีน้ำผึ้งที่เคยงดงามถูกย้อมเป็นสีแดงออกดำ ผิวหนังบริเวณด้านหลังลำคอขาวราวกับขี้ผึ้ง
ไม่มีวิญญาณอยู่
จากใต้อกที่มองเห็นด้ามดาบสั้น มีแขนขาบางของโอรสวัยเยาว์ห้อยออกมา ชายผู้เคยเป็นราชารำพึงชื่อของทั้งสองคน
“....จะไม่ปล่อยให้รอนานหรอก”
โรเบิร์ต เบอราร์ดพุ่งทำลายหน้าต่างด้วยไหล่ซ้ายที่ไร้แขน แล้วพุ่งร่างไปยังท้องฟ้าที่จวนจะย่ำค่ำ
ด้านทิศเหนือของปราสาท ใต้หอคอยเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ยักษ์ ก้นน้ำลึกเย็นแม้ในฤดูร้อน และไม่เยือกแข็งแม้ในฤดูหนาว สิ่งที่จมลงไปในนั้นจะไม่มีทางดึงกลับขึ้นมาได้อีก
โรเบิร์ตมุ่งหน้าไปยังผิวน้ำซึ่งถูกดวงอาทิตย์ที่กำลังตกดินฉาบย้อมจนทอประกายสีม่วง พร้อมกันนั้นก็เรียกร้องต่อพระเจ้าที่ตนเฝ้าอธิษฐานและสรรเสริญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ได้โปรดทำให้กุญแจแห่งหายนะอันอัปมงคลนี้หลับใหลในก้นทะเลสาบพร้อมกับร่างกายข้าด้วยเถิด
ทว่าเขารู้อยู่แล้ว
พระเจ้านั้นไม่มีอยู่จริง หากมีอยู่ ก็ไม่น่าจะทำให้โอรสต้องตกอยู่ในสภาพน่าสังเวชเช่นนั้นเป็นแน่

ตอนที่เสียงน้ำแผ่วเบาดังแว่วมาถึง ในที่สุดทหารหลายคนถึงได้ยื่นร่างออกไปนอกหน้าต่าง บนผิวทะเลสาบไม่มีกระทั่งคลื่นขนาดใหญ่ มีเพียงความเงียบสงัดท่ามกลางสีม่วง
ตกลงไปจริงๆ แน่รึ ทหารหนุ่มเอ่ยเช่นนั้น แม้จะได้ยินเสียง แต่รอบข้างกลับไม่มีกระทั่งวงคลื่น ไม่มีแม้แต่ฟองอากาศของลมหายใจเฮือกสุดท้ายในยามที่มนุษย์เป็นๆ จมลงไป
“ไปซะ! ไปเก็บกุญแจมา!”
หัวหน้าของพวกเขาที่จวนจะเสียสติไปแล้วผลักทหารใหม่นายหนึ่งตกลงจากหน้าต่าง ร่างที่ร่วงลงไปพร้อมกับเสียงร้องจมลงในทะเลสาบที่เกิดละอองน้ำจนเห็นได้ชัด เขาตะกายสองแขนสองขาร้องขอความช่วยเหลือ
ทุกคนรีบร้อนกันพุ่งไปยังบันไดหอคอย
ชายผู้มาส่งข่าวที่ไม่รู้สถานการณ์ตกตะลึงขณะเฝ้ามองภาพนั้น แต่แล้วเขาก็ถูกอินกลาธคว้าอกเสื้อ จนในที่สุดก็นึกถึงภารกิจตนเองขึ้นมาได้
“โดนแย่งกล่องไปรึ!? แล้วก็ไม่ยอมแย่งคืนมา แต่กลับมาโผล่ที่นี่ได้อย่างหน้าไม่อายเนี่ยนะ”
“ปะ เปล่าขอรับ เราพยายามเต็มที่แล้วเพื่อจะแย่งคืนมา แต่ถึงยังไงอีกฝ่ายก็เป็น....”
“คนอาณาจักรไหน”
“เผ่าปีศาจขอรับ”
เผ่าปีศาจรึ?
หัวหน้าของชาวซิมารอนด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายที่ไม่อาจให้พวกผู้หญิงได้ยิน หลังจากพ่นถ้อยคำสาปแช่งเผ่าปีศาจแล้ว เขาก็โยนร่างของผู้ส่งข่าวทิ้ง
“ส่งทหารไปเดี๋ยวนี้! เราจะมอบกล่องให้ไม่ได้ นั่นเป็นของของข้า พลังนั้นมันเป็นของข้า”
“ใต้เท้า”
ทหารเฒ่าที่ย่อตัวเหนือศพเรียกเจ้านายด้วยสีหน้าจริงจัง มีเพียงเขาเท่านั้นที่พยายามจะแสดงความเคารพต่อหญิงผู้แม้จะเป็นศัตรูแต่ก็เคยเป็นราชินีมาก่อน ด้วยการระวังความรุนแรงต่อศพ
พอหันไปมอง ก็เห็นว่าร่างเล็กที่ถูกดึงออกห่างจากอ้อมอกผู้ปกครองอยู่ในอ้อมแขนของชายชรา
“มีอะไร”
“....เด็กทารกยังมีลมหายใจขอรับ”
เท่าที่มองเห็นก็ดูเหมือนจะเคลื่อนไหวเล็กน้อย ผมสีน้ำตาลเข้มท่าทางนุ่มนวลที่ชุ่มเลือดของผู้เป็นแม่แนบติดหน้าผาก ใต้เปลือกตาที่เปิดเล็กน้อยปรากฏดวงตาสีน้ำตาลอ่อนทอประกายเงินสีเดียวกับชายคนนั้น โรเบิร์ต เบอราร์ด
ตรงหลังลำคอยังมีรอยนิ้วสีแดงหลงเหลืออยู่ ทหารเฒ่าที่เห็นเช่นนั้นดึงชุดของเด็กขึ้นมาเพื่อจะปิดซ่อนไว้
อินกลาธไม่มองของแบบนั้น เขามองเพียงแขนซ้ายของเด็กทารกอย่างโลมเลียด้วยสายตาเหมือนถูกใครเข้าสิง
“....เจ้านั่นมีโอกาสที่จะกลายเป็น ‘กุญแจ’ หรือเปล่า?”
“ไม่ทราบขอรับ ในขั้นนี้ยังบอกไม่ได้ ระหว่างเติบโตอาจจะมีตราสัญลักษณ์เหมือนพ่อผุดขึ้นมาก็ได้”
หรือบางที สิ่งที่ปรารถนาอาจจะไม่มีวันได้มาครองเป็นครั้งที่สองตามคำพูดของราชาที่ทิ้งร่างตนเองลงไป แต่เขาก็จงใจไม่เอ่ยความเป็นไปได้นั้นออกมา
เพราะจำเป็นต้องมีเหตุผลพิเศษ เพื่อให้เด็กคนนี้มีชีวิตยืนยาวต่อไปได้


1
ปี 1938 ฤดูใบไม้ผลิ, บอสตัน

ชื่อของเธอคือเอพริล เกรฟส์
แต่ไม่ได้เกิดเดือนเมษายน
พ่อแม่เอ่ยข้ออ้างน้ำขุ่นๆ ว่าเพราะลูกเป็นเด็กผู้หญิงน่ารักที่ชวนให้นึกถึงฤดูแตกใบอ่อน แต่เธอก็รู้ในทันทีมาตั้งแต่เด็กแล้ว ว่าผมหยิกสีน้ำตาลไหม้และดวงตาสีฟ้าอมเทาดูหมองมัวของตนไม่เข้ากับฤดูใบไม้ผลิอันสดชื่นของบอสตันอย่างเช่นวันนี้
เธอได้รู้ถึงที่มาของชื่อซึ่งยายยึดติดเหลือเกินหลังจากอายุเลยสิบปีมาแล้ว ตระกูลเพนเดิลตันที่เคยมีบ้านพักตากอากาศอยู่ข้างๆ เป็นครอบครัวใหญ่ ถ้าหากเป็นเรื่องของลูกละก็รู้ทุกอย่าง แม้กระทั่งนิคลูกชายคนที่สี่ซึ่งอายุใกล้เคียงกัน ดูเหมือนเขาจะได้น้องชายไม่ก็น้องสาวคนที่สาม แต่จะเกิดในอีกสิบเดือนให้หลัง พอนับกันกับเพื่อนที่เล่าให้ฟังก็เลยได้รู้ว่าวันเกิดของตนเองคือสิบเดือนหลังจากเดือนเมษายน สรุปก็คือชื่อน่ารักๆ อย่างเอพริลนั้นได้มาจากเดือนที่เธอถือกำเนิดขึ้นมาในครรภ์แม่นั่นเอง
ชวนให้สับสนเสียจริง ทั้งที่ตั้งว่าแอนไปตามปกติเลยยังจะดีกว่าแท้ๆ แม้แต่ตอนนี้ที่เกิดมาได้สิบแปดปีแล้ว บางครั้งก็ยังคิดเรื่องแบบนั้นอยู่
ทว่าความเห็นของยายถือเป็นเด็ดขาด บนจุดสูงสุดของพีระมิดอำนาจตระกูลเกรฟส์ จะมีเฮเซล เกรฟส์ครองตำแหน่งอยู่เสมอ ไม่มีใครได้รับการยินยอมให้เห็นต่าง ในความเป็นจริงก็เป็นแบบนั้นมาจนตระกูลมีทรัพย์สมบัติและก่อร่างสร้างฐานะตามสมควรในอเมริกาที่ย้ายมาอยู่ใหม่ได้ ตาใช้เงินที่ยายหามาได้ดำเนินกิจการ และพ่อของเอพริลซึ่งเป็นลูกเขยก็รับสืบทอดกิจการนั้นต่อ จนดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคงมาได้จนถึงวันนี้ ทั้งผ่านพ้นภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ที่เริ่มเมื่อสิบปีก่อนมาได้ รวมถึงข้อมูลความไม่สงบที่ต่อเนื่องมาจากทางยุโรปเอง ตอนนี้ก็เตรียมรับมือตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว ทั้งหมดนี้เป็นเพราะทุกคนสามัคคีกันทำตามคำสอนของยายนั่นเอง แม้กระทั่งหลังจากที่ยายจากโลกนี้ไปเมื่อสองปีก่อน ท่าทางเช่นนั้นก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง
ใช่แล้ว เรื่องสำคัญไม่ว่าเรื่องไหนก็ได้รับการสอนสั่งมาจากยายทั้งนั้น
ทั้งเรื่องที่ว่าแม้จะคิดว่าปลอดภัยแน่นอน แต่ก็ให้เคลื่อนไหวหลังจากนับถึงห้าแล้วก็ใช่
เอพริลดันร่างชิดผนังเตี้ยๆ ใต้หน้าต่างและเริ่มนับในส่วนลึกของลำคอ หนึ่ง สอง สาม....ตอนที่นับถึงสี่ ก็มีเสียงฝีเท้ารีบร้อนดังก้อง พนักงานรักษาความปลอดภัยวิ่งมาจากทิศทางที่เดิมจะใช้เป็นทางหนี พอกลั้นหายใจแล้วลอบมองอย่างระมัดระวัง ก็เห็นว่าสี่คนเอานิ้วสอดที่ไกปืนอยู่ ถ้าเกิดรีบร้อนวิ่งไปเร็วกว่านี้สักห้าวินาที คงจะกลายเป็นรูพรุนไปแล้วเป็นแน่
หลังจากรอให้พวกนั้นจากไปแล้ว เธอก็ออกห่างจากสถานที่นั้น เธอเอาของที่เป็นเป้าหมายมาห้อยคอไว้ ก่อนจะติดกระดุมเสื้อเชิ้ตขึ้นมาจนถึงเม็ดบนสุด
สิ่งที่นำออกมาจากคฤหาสน์ซึ่งถูกกระซิบเล่าลือกันว่าเป็นปราสาทที่สร้างจากการรับซื้อของโจร ก็คือเครื่องประดับกายที่สืบทอดมาจากตระกูลราชาของแดนที่ล่มสลายไปแล้ว สร้อยคอที่มีโอนิกซ์ อยู่ตรงกลางนั้น พูดได้ยากว่าสดใสสวยงาม แต่ว่ากันว่าหินสำหรับใช้ในพิธีกรรมนี้มีพลังมหัศจรรย์สถิตอยู่ และจะสูบเอาพลังชีวิตของสาวน้อยบริสุทธิ์ไปจนทอประกายสีแดง การที่เธอนำมาห้อยกายได้โดยไม่มีปัญหาอะไร คงเป็นหลักฐานว่าเธอไร้ซึ่งความบริสุทธิ์นั่นเอง เธอเผยอปากยิ้มเล็กน้อย
“เอพริล!”
พาร์ตเนอร์โบกมือให้อยู่ที่ใต้รั้วสูง เขาอยู่ในสภาพสวมเครื่องแบบทหารบกที่ไม่รู้ว่าไปได้มาจากไหน ข้างๆ เขามีรถจี๊ปสีเขียวสำหรับใช้ในทางทหารรอเตรียมพร้อมโดยที่ติดเครื่องเอาไว้อยู่
“จะกระโดลงไปแล้วนะ DT”
“อะไรนะ!?”
คู่หูทำสีหน้าลนลาน คนเชื้อสายเอเชียนั้นปกติก็ดูอายุไม่ค่อยออกอยู่แล้ว แต่ยิ่งหน้าตาแบบนั้นยิ่งทำให้เขาดูหนุ่มขึ้นอีกห้าปี ทั้งๆ ที่น่าจะอายุเกินสามสิบไปตั้งนานแล้วแท้ๆ แต่เขากลับยังคงหน้าอ่อนเยาว์ราวกับคุณหนูลูกชาวจีนโพ้นทะเล
“รอก่อนสิ เอพริล เดี๋ยวจะหาเสื่อหาอะไรมา....”
ระหว่างที่เขายังพูดไม่ทันจบ เธอก็ถีบอิฐและกระโดดลงจากกำแพงที่สูงสี่หรือห้าเมตร DT ยื่นสองแขนมาทั้งที่ยังลนลาน เขาหาทางรับร่างเธอเอาไว้จนได้
“ขะขะ แขนจะหักแล้ว”
“เว่อร์ไปได้ ที่หนักน่ะไม่ใช่ตัวฉัน แต่เป็นสร้อยคอต่างหาก”
“ไม่ใช่ปัญหาเรื่องหนักอะไรนั่นซะหนอ่ย! ปกติใครเขากระโดดลงมากัน!? จากความสูงขนาดนั้นเนี่ยนะ! อีกอย่างเธอเนี่ยใช้วิธีการห่ามๆ ป่าเถื่อนเกินไปแล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องเมื่อกี้นะ ตลอดสองปีนี้ก็เป็นงั้นมาตลอด ไม่มีเศษเสี้ยวของความสง่างามหรือการวางแผนที่รัดกุมเลยสักนิด เดิมทีถ้า ‘เหยื่อ’ อยู่รัฐข้างๆ แล้วทำไมถึงต้องถ่อไปตั้งไกลถึงเม็กซิโกด้วย”
“จริงๆ เลย ตกใจเรื่องนั้นเนอะ ตลกดี”
“ไม่ต้องมาตลก! หัดปรึกษาฉันสักนิดแล้วก็ใช้เวลาตรวจสอบล่วงหน้าซะก็ได้ไม่ใช่หรือไง เฮ้อ เท่าที่เคยได้ยินมา เห็นว่าการทำงานของเฮเซล เกรฟส์ออกจะสง่างามแท้ๆ แต่หลานสาวกลับเป็นซะแบบนี้เนี่ยนะ มันหมายความว่ายังไง....”
เอพริลพุ่งขึ้นรถจี๊ปสกปรกขัดจังหวะคู่หูที่คร่ำครวญปนสอนสั่งไม่หยุดหย่อน
“อะไรล่ะ ทีเรื่องที่ตัวเองอ่อนแอเนี่ยยกขึ้นหิ้งไปเลยเหรอ แขนผอมแห้งนั่นน่ะ ไปเล่นฟุตบอลฝึกปรือซะหน่อยก็ดี”
“ความผิดฉันเรอะ? อยากจะบอกว่าเป็นความผิดฉันหรือไง?”
พอเทียบกับเหล่าผู้ชายที่อยู่รายล้อมเอพริลในชีวิตประจำวัน หรือก็คือญาติและเพื่อนร่วมรุ่นสมัยมัธยมปลาย คนเชื้อสายเอเชียทั้งร่างเล็กและแขนขาเรียวบาง แต่ตัวเอพริลเองก็ใช่ว่าจะมีรูปร่างอุดมสมบูรณ์นักเหมือนกัน ดังนั้นก็เลยนับได้ว่าพอกันทั้งคู่
“ช่างเหอะน่า ในบ้านเกิดฉัน แบบนี้ถือว่ามาตรฐานแล้ว ทางเธอต่างหาก อายุสิบแปดแล้วยังมีรูปร่างเหมือนลูกเสือหนุ่มอยู่เลย ฉันไม่เคยคบค้าสมาคมกับผู้หญิงผิวขาวที่ไม่มีหน้าอกขนาดนั้นมาก่อนเลยนะ”
“หน้าอกมันไม่เกี่ยวกับงานนี่นา!?”
เธอตบเข้าที่ด้านหลังศีรษะของคู่หูอายุมากกว่าที่บ่นพึมพำเบาๆ ก่อนที่เขาจะพูดจบเสียอีก
“ถะ แถมยังเป็นผู้หญิงชอบใช้กำลังอีก....ฉันขอเลิก ฉันจะขอเลิกเด็ดขาดเลยคอยดู ฉันแค่คอยปกป้องเธอมาตลอดสองปีตามที่เฮเซลขอร้อง เพราะทางนั้นเคยช่วยดูแลฉันหลายเรื่อง ซึ่งมันก็เกินพอ....”
เธอไม่รู้ว่าประเทศบ้านเกิดเขาคือที่ไหน ไม่ใช่แค่นั้น กระทั่งชื่อจริงของเขาและอายุก็ไม่เคยถาม สิ่งที่รู้มีเพียงเรื่องที่ว่าเขามีภรรยาสาวสวยจนไม่น่าเชื่อทำกิจการร้านอาหารจีนอยู่เท่านั้นเอง ตอนที่เธอไปร้านของภรรยาเขาคือก่อนที่จะได้รู้จัก DT ยายพาหลานสาวคนโปรดไปและเพลิดเพลินกับมื้ออาหารในไชน่าทาวน์
ตอนที่ได้เจอครั้งแรกที่ร้าน เธอเคยคิดว่าทางนั้นต้องเป็นเจ้าหญิงแห่งตะวันออกก่อนที่จะมายังสหรัฐฯ เป็นแน่ ไม่มีใครที่เหมาะกับชุดกี่เพ้าสีแดงเข้มได้เท่าเธออีกแล้ว แม้แต่ตอนที่กำลังถือถาดสีเงินซึ่งมีจานซุปวางอยู่ข้างบน ท่วงท่าอันสง่างามของเธอก็ยังดึงดูดสายตาทุกคนได้ ผมที่ถูกมัดรวบไว้ดำขลับ ท้ายทอยที่เผยให้เห็นเป็นสีขาวดูอบอุ่น ท่าทางยามใช้ช้อนที่มีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์อย่างช่ำชองนั้น แม้มองจากสายตาเพศเดียวกันอย่างเอพริลก็ยังดูเย้ายวนอารมณ์
หากจะถามว่าทำไมถึงยังทำอาชีพแบบนี้อยู่ ทั้งๆ ที่มีภรรยาสาวงามและร้านค้าที่กิจการรุ่งเรือง DT ก็จะตอบแบบนี้เหมือนเป็นเรื่องปกติ
ทางนั้นมันเป็นงานของเมียฉันนี่นา
อยู่ดีๆ เธอก็ได้รับการแนะนำให้รู้จักเขาที่เฟนเวย์ พาร์ค เมื่อสมัยที่ยายยังมีชีวิตอยู่
‘DT หลานสาวคนนี้ชื่อเอพริล เป็นผู้สืบทอดของฉัน ช่วยทำงานร่วมกันสักสองปีทีสิ’
เอพริลในวัยสิบหกที่ไม่รู้จักการอ่อนน้อมถ่อมตนโมโหวิธีการของยาย เพราะเธอคิดไปว่าตนเองทำทุกอย่างได้ตามลำพังอยู่แล้ว ในความเป็นจริง ไม่มีเรื่องไหนเลยที่มือใหม่ทำได้เพียงลำพังคนเดียว กว่าจะตัดสินใจอย่างถูกต้องได้ในท้ายที่สุด ก็คือหลังจากหาทางเอาชีวิตรอดในช่วงหนึ่งปีแรกมาได้แล้ว
ทว่าอีกไม่นาน อีกหนึ่งปีที่เหลือก็จะจบสิ้นสักที
DT เอ่ยพลางเหยียบคันเร่ง
“สัปดาห์หน้า สัปดาห์หน้าก็จะพ้นสองปีตามที่สัญญาเอาไว้ พอเป็นงั้นฉันจะได้เป็นอิสระและกลับไปทำงานคนเดียวตามสบายเหมือนเดิมสักที ไม่ต้องมาคอยดูแลคุณหนูจอมป่าเถื่อนอีกแล้ว ถึงจะรู้สึกผิดต่อเธอก็เถอะ แต่ฉันจะไม่จับคู่กับเด็กผู้หญิงอายุสิบกว่าๆ อีกแล้วละ”
“ทางนี้ต่างหากที่ต้องขอยกเลิก พอคิดว่าทีนี้ก็จะได้ไม่ต้องมาโดนคนแก่ชี้นิ้วสั่งซะที ฉันเองก็เหมือนได้ย้อนวัยกลับไปสักตอนสิบขวบเลย”
“ขืนย้อนวัยไปตอนสิบขวบ ก็เป็นแค่ลิงที่ได้แต่วิ่งวนไปมา....”
“หนวกหู”
เนื่องจากเอพริลตบไหล่เขา ทำให้รถจี๊ปเบี่ยงไปทางขวาสุด ทันใดนั้นตรงที่ที่รถเคยอยู่จนถึงเมื่อครู่ก็มีกระสุนหลายนัดคว้านเนื้อยางมะตอย
“อ้าว”
ทั้งสองคนหดคอลงพร้อมกันแล้วปรับที่นั่งให้ต่ำสุดเท่าที่ทำได้ พอเหลือบมองข้างหลัง ก็เห็นชายสองคนยื่นตัวออกมาจากฟอร์ดสีดำที่ขัดจนสะท้อนแสง
“ไล่ตามมาด้วยรถวิ้งวับแบบนั้นเลยเหรอเนี่ย DT ฉันจะยิงโต้กลับไปนะ”
เธอหยิบไรเฟิลสีเขียวมอสส์โดยไม่รอคำตอบ แม้จะเป็นอาวุธปืนพกพาขนาดไม่เข้ากับร่างเล็กๆ ของเธอ แต่เธอก็มั่นใจว่าใช้มันได้ช่ำชองกว่าทหารใหม่เสียอีก
“เธอไม่มีจิตใจแบบสาวน้อยที่จะถามว่า ยิงโต้กลับไปได้มั้ย? เลยหรือไง....เฮ้อ ครับ ได้สิครับ ได้เลย แต่เอาแค่สุดเขตรัฐพอนะ ฉันไม่ได้รู้จักหน้าค่าตาตำรวจในเบย์สเตทสักเท่าไหร่”
จิตใจแบบสาวน้อยอย่างนั้นอยู่ที่ไหนกัน
ให้ตายเถอะ ทำไมเฮเซลต้องเลือกเด็กป่าเถื่อนแบบนี้เป็นผู้สืบทอดด้วย คนขับรถพึมพำในลำคอ

บีคอน ฮิลล์ระยะนี้มีแต่รถหรูน่ารำคาญตา
ดังนั้นแม้จะเป็นตอนเย็นวันเสาร์ที่พระอาทิตย์จวนจะลับขอบฟ้าเต็มที การขี่มอเตอร์ไซค์ฝ่ากลางระหว่างรถเหล่านั้นจึงนับว่าน่าสะใจไม่น้อย โดยเฉพาะที่ถนนชาร์ลส์ซึ่งมีป้ายน่ารักตั้งเรียงราย ยานพาหนะเต็มไปด้วยฝุ่นซึ่งกองทัพขายทอดตลาดดูสะดุดตาผิดปกติ สตรีสูงวัยท่าทางเป็นผู้ดีย่นคิ้วใส่ บรรดาคู่รักที่เดินควงแขนกันอยู่ต่างก็กระซิบกระซาบ
เชิญซุบซิบกันไปตามใจชอบเลย ชินกับการถูกนินทาแล้ว
เอพริลที่คร่อมมอเตอร์ไซค์เลี้ยวจอดบนลานปูอิฐ และถอดหมวกกันน็อกที่สีเขียวหลุดลอกไปจนดูเป็นสีดำ แม้จะเป็นประตูหลัง แต่ตรงหน้าประตูก็มีชายวัยใกล้ชรารออยู่ เขาสวมสูทที่เนี้ยบทุกกระเบียดนิ้ว ถ้าความทรงจำของเอพริลถูกต้อง เนกไทของเขาไม่เคยเคลื่อนจากตำแหน่งเลยแม้แต่มิลฯ เดียว
“ยินดีต้อนรับกลับครับ คุณหนู”
หลังจากก้มศีรษะที่มีผมสีขาวอยู่มากกว่าเดิม เขาก็ก้มหลังลงเล็กน้อยแล้วรับหมวกกันน็อกไป
“กลับมาแล้ว มิสเตอร์ฮอร์วาธ ฝากใครสักคนให้มาเอามอเตอร์ไซค์ไปเก็บในโรงจอดรถทีได้มั้ย”
ต้องปฏิบัติต่อคนรับใช้ดังเช่นพ่อบ้านอย่างให้ความเคารพ นี่ก็ได้ร่ำเรียนมาจากยายเหมือนกัน ในความเป็นจริง ฮอร์วาธก็เป็นพ่อบ้านที่ไร้ที่ติ น่าเคารพนับถือในฐานะรุ่นพี่ในการใช้ชีวิต อีกอย่างเขาก็อยู่ที่บ้านหลังนี้มาตั้งแต่ตนเองเกิดแล้ว นับว่าคบหากันมานานกว่าคนรู้จักคนใดทั้งนั้น
เขาคือเพื่อนคนแรกของเอพริล เป็นคนที่ใกล้ชิดกันยิ่งกว่าพ่อแม่เสียอีก
“กรุณาเรียกว่าเบนน์วอตเถอะครับ ที่สำคัญกว่านั้น คุณหนู เลยเวลานัดมาได้พักใหญ่แล้ว นายท่านกับคุณนายออกไปตั้งแต่หนึ่งชั่วโมงก่อนแล้วนะครับ”
“โกหกน่า!? ออกไปก่อนตั้งชั่วโมงแล้ว? ตายละ วันนี้เป็นงานเลี้ยงของใครนะ เอ่อ อืม รวบรวมเงินบริจาคอะไรสักอย่างหรือเปล่า”
ฮอร์วาธเปิดประตูหนักอึ้งพลางเอ่ยต่อด้วยโทนเสียงที่ไม่มีความร้อนรนเลยแม้แต่น้อย
“การก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ครับ ในตู้เสื้อผ้าที่ห้องมีชุดราตรีสำหรับวันนี้อยู่ เห็นว่าเป็นชุดที่คุณนายเลือกเอาไว้ หลุยซากลับไปบ้านเกิดเพราะลูกสาวจะคลอดลูก ถ้าคุณหนูยินยอม เดี๋ยวเอสเทอร์จะคอยช่วยเองครับ”
“อ้อ แต่ดูท่าว่าคงไม่มีเวลามัดผมหรอก....เอสเทอร์เนี่ยคือลูกสาวของบรูเน็ตที่เพิ่งเข้ามาก่อนหน้านี้สินะ เธอคนนั้นพูดภาษาสเปนได้หรือเปล่า ถ้าขอร้องคิดว่าจะช่วยสอนให้เหมือนคุณมั้ย?”
“แน่นอนอยู่แล้วครับ”
ครูสอนภาษาเยอรมันของเอพริลก็คือฮอร์วาธ ยายสั่งให้หลานสาวที่ยังเล็กเรียกเขาว่าอาจารย์ในระหว่างคาบเรียนซึ่งมีหกชั่วโมงต่อสัปดาห์ แม่ยืนกรานว่าควรจะจ้างครูสอนตามบ้านให้เป็นเรื่องเป็นราว และก็ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของยาย ทว่าด้วยการที่ได้คนสอนยอดเยี่ยม ทำให้ผลการเรียนภาษาเยอรมันดีขึ้นแบบก้าวกระโดด จนตอนนี้พูดได้คล่องแคล่วพอๆ กับภาษาอังกฤษแล้ว
ถ้าเรียนภาษาสเปนให้ช่ำชองได้ด้วยวิธีการแบบเดียวกัน ประเทศที่จะไปเดินเล่นได้โดยไม่ต้องใช้ล่ามก็คงเพิ่มขึ้นอีก
“ไว้เดี๋ยวค่อยไปบอกเอสเทอร์ทีหลัง แล้วผมได้เตรียมทักซิโด้สำหรับท่าน DT เผื่อไว้ด้วยเหมือนกัน”
ฮอร์วาธที่อยู่บ้านหลังนี้มาตั้งแต่รุ่นยายรู้เรื่องที่เอพริลทำอยู่ รวมถึงเรื่องคู่หูด้วย
พ่อของเอพริลที่เป็นลูกเขยเองก็ได้รับแจ้งความลับจากพ่อแม่ของภรรยาด้วยเหตุผลที่ว่าต้องปกป้องบริษัทและทรัพย์สิน แต่ ณ ตอนนี้ที่ตายายจากโลกไปแล้ว ผู้ที่รู้เรื่องอาชีพเบื้องหลังของเธอละเอียดกว่าใครก็คงจะเป็นพ่อบ้านผู้นี้
“ไม่ต้องหรอก เขาไม่มาเหมือนปกตินั่นแหละ แต่ก็ขอบคุณนะ ถ้าได้ยินเขาต้องดีใจแน่ๆ”
คุณจะมาด้วยมั้ย? ทุกครั้งที่ถามไป ชาวเอเชียจะผุดยิ้มคลุมเครือ เขาบอกว่าขืนตนเองเข้าไปในบีคอน ฮิลล์กับคุณหนู เดี๋ยวคนคงแตกตื่นกันในหลายๆ ความหมาย เธออายตัวเองเหลือเกินที่ปฏิเสธไม่ลง ตัวเองที่อยู่ในสังคมแบบนั้นบางครั้งก็รู้สึกแหยงขึ้นมาจนสุดจะทนเหมือนกัน
เอพริลถอดรองเท้าทิ้งอย่างไม่เรียบร้อยและวิ่งขึ้นบันไดทั้งเท้าเปล่า เธอหยุดก้าวครั้งหนึ่งตรงที่พักบันได ก่อนจะยื่นตัวออกไปจากราวจับแล้วเอ่ยถามฮอร์วาธ
“นี่ ชุดราตรีที่มอมเลือกให้เนี่ย อย่าบอกนะว่าเป็นชุดสีชมพูฉูดฉาดนั่น ถ้างั้นก็แย่ที่สุดเลย บางทีคงสอดแขนไม่เข้าหรอก”
“....เท่าที่มองดูก็ไม่เห็นว่ารูปร่างจะเปลี่ยนไป....”
เธองอศอกให้เพื่อนสูงวัยที่เอียงคอฉงนดู
“แสดงความยินดีกับฉันทีสิ ฉันได้กล้ามเนื้อต้นแขนเพิ่มมาแล้วละ”



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
สถานะคุณหนูนั้นเป็นเพียงฉากบังหน้า อาชีพเบื้องหลังที่เอพริล เกรฟส์ได้รับสืบทอดมาจากยาย คือการเป็นนักล่าสมบัติผู้มีศักดิ์ศรีสูงส่ง ระหว่างทำงานที่ได้รับการจ้างวานร่วมกับคู่หู DT เธอก็สาวไปถึงกล่องต้องห้ามซึ่งยายผู้ล่วงลับไปคอยปกป้องมาตลอด ทว่าตอนนั้นเองนายทหารที่อ้างตนว่าเป็นเจ้าของ ‘กุญแจ’ ของกล่องก็ปรากฏตัวขึ้น....?

ในโลกนี้ มีสิ่งที่ห้ามแตะต้องอยู่สี่อย่าง นั่นคือ ‘อวสานวายุ’ ‘สิ้นพสุธา’ ‘เพลิงบรรลัยกัลป์เยือกแข็ง’ และ ‘ก้นบึ้งวารีกระจกเงา’ ปริศนาของซีรี่ส์ ‘ผมน่ะหรือฯ’ จะถูกไขกระจ่าง!? เชิญพบกับเรื่องราวที่ถูกเก็บเอาไว้เป็นความลับ!


รูปภาพ

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “Bongkoch Books News & Activities”