New Release เหลียนฮวา : ซ่อนหาบุปผาแปลงโฉม

อัพเดทข่าวบงกชบุ๊คส์ ความเคลื่อนไหว และกิจกรรมพิเศษ ตลอดจนร่วมสนุกชิงรางวัลพร้อมของรางวัลมากมาย

Moderator: P'Bly, Gals, พี่บี

ตอบกลับโพส
Gals
โพสต์: 995
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 13 ก.พ. 2009 3:47 pm

New Release เหลียนฮวา : ซ่อนหาบุปผาแปลงโฉม

โพสต์ โดย Gals »

บทที่หนึ่ง
แนวร่วมแอบดู


ข้าไม่อยากตาย...ข้าไม่อยากตาย...หลินหยวนซีปัดป่ายมือทั้งสองข้าง นางพยายามดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อหนีจากแรงมหาศาลและความรู้สึกหายใจไม่ออก เพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นไปจากความมืดมิด แต่นางทำได้แค่ปล่อยให้พลังชีวิตหมดไปทีละเล็กทีละน้อยอย่างทำอะไรไม่ได้ และเฝ้ามองตัวเองเดินไปจนถึงจุดจบของชีวิต...ทันใดนั้นพลังสายหนึ่งก็พุ่งเข้ามาในร่างของนาง นางจึงรวบรวมกำลังทั้งหมดเพื่อลืมตาขึ้นมาจากความมืดมิด
เป็นเวลานานทีเดียวที่หลินหยวนซีทำได้เพียงมองไปทางด้านหน้าอย่างมึนงง จนกระทั่งทิวทัศน์รอบๆ ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น เรียกขบวนความคิดของนางกลับมา ทำให้นางคิดขึ้นมาได้ว่าอยู่ที่ไหน
หลินหยวนซีลุกขึ้นมานั่งถอนหายใจ “ไม่ได้ฝันร้ายมาสักพักแล้ว ทำไมถึงได้ฝันร้ายอีกกันนะ?”
ตอนแรกที่มาถึงยุคนี้และกลายเป็นเจ้าของร่างนี้ นางฝันร้ายซ้ำๆ กันแทบจะทุกวัน แต่ทว่าหลังจากตามท่านย่าออกจากเมืองหลวงมาที่เขตเยว่โจวนางก็ไม่ได้ฝันร้ายอีก นางลืมไปแล้วเสียด้วยซ้ำว่ามีความฝันแบบนี้ด้วย คาดไม่ถึงว่าวันนี้นางจะฝันร้ายอีกแล้ว
ถึงแม้ว่านางจะรับความทรงจำที่มีอยู่เดิมของร่างนี้มา แต่ก็เป็นความทรงจำที่กระจัดกระจายไม่ครบถ้วน นางยังต้องอาศัยสาวใช้ในการรวบรวมความทรงจำให้เป็นรูปเป็นร่าง สรุปได้ว่าเพราะเจ้าของร่างเดิมนั้นรับไม่ได้ที่ถูกยกเลิกการแต่งงานก่อนหน้าวันแต่งงานสามวันจึงคิดฆ่าตัวตาย และเจ้าของร่างเดิมก็ได้ตายเพราะการแขวนคอฆ่าตัวตายไปแล้วจริงๆ แต่เหตุใดนางจึงไม่สามารถสลัดเสียงร้องไม่อยากตายของเจ้าของร่างเดิมออกไปจากหัวได้กัน? หรือว่าเพราะตอนใกล้ตายนั้นเจ้าของร่างเดิมตระหนักถึงความน่ากลัวของความตายและคุณค่าของชีวิตเลยเปลี่ยนใจไม่อยากตายแล้ว? ที่จริงนี่ก็ถือว่าเป็นปฏิกิริยาตอบสนองปกติทั่วไป น่าเสียดายที่เจ้าของร่างเดิมตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตช้าเกินไป
หลินหยวนซีสะบัดศีรษะเพื่อสลัดความรู้สึกไม่สบายใจออกไป ตอนนี้นางตามท่านย่ามาผ่อนคลายอารมณ์ที่เขตเยว่โจว หน้าที่สำคัญอันดับแรกคือนางต้องทำตัวให้เข้ากับยุคนี้อย่างกลมกลืน ยังดีที่ผู้คนที่นี่เป็นกันเองและจิตใจดี นางก็เป็นคนที่ง่ายๆ สบายๆ เช่นกัน หนึ่งเดือนมานี้นางกับทุกคน...ไม่สิ ควรจะพูดว่าความสัมพันธ์ของนางกับพี่รองหลินจ่างยวนนั้นถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
หลินจ่างยวนเป็นลูกหลานคนที่สองของตระกูลหลินแห่งนี้ ทว่าเขากลับเป็นบุตรชายคนโตที่กำเนิดจากภรรยาเอกของบ้านหลัก เกิดมารูปงาม มีหน้าที่ที่ต้องแบกรับ ทั้งยังมีความรู้ เรียกได้ว่าเป็นคนหนุ่มที่มีความสำคัญที่สุดในตระกูลหลิน และอายุนางกับเขายังห่างกันไม่มาก อีกทั้งนางยังต้องการจะหยิบยืมความรอบรู้ของญาติผู้พี่คนนี้เพื่อทำความเข้าใจกับยุคนี้ด้วย ดังนั้นนางกับเขาเลยคลุกคลีอยู่ด้วยกัน
“คุณหนู ในที่สุดคุณหนูก็ตื่นเสียทีเจ้าค่ะ” เมื่อเซี่ยหมิงเข้ามาในห้องนอนและเห็นว่านางลุกขึ้นมานั่งแล้ว ก็อดถอนหายใจออกมาเบาๆ ไม่ได้
ครั้นเห็นดังนั้นหลินหยวนซีก็ถามออกมาอย่างติดตลกว่า “เจ้าเป็นอะไรไป?” เพราะนางเคยแขวนคอฆ่าตัวตายมาแล้วครั้งหนึ่ง สาวใช้ข้างกายนางเลยมักจะเป็นกังวลว่านางจะหลับไปแล้วไม่ตื่น ในหนึ่งคืนต้องมาตรวจดูเสียหลายครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งเซี่ยหมิงยื่นมือมาอังลมหายใจนาง ประจวบเหมาะกับที่นางฝันร้ายแล้วตกใจตื่นพอดี พวกนางทั้งสองเลยตกใจจนกรีดร้องออกมาพร้อมกัน สถานการณ์แบบนั้นช่างน่าตลกเสียจริง
“คุณชายรองคอยท่านอยู่ด้านนอกมาสักพักแล้วเจ้าค่ะ หากคุณหนูยังไม่ตื่นอีกคุณชายจะบุกเข้ามาแล้วนะเจ้าคะ” พูดถึงหลินจ่างยวน เซี่ยหมิงก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว ผู้ที่เป็นบัณฑิตควรจะให้ความสำคัญกับกฎเกณฑ์และมารยาทที่สุด แต่คุณชายรองผู้นี้มีนิสัยง่ายๆ สบายๆ ไม่เคร่งครัด จึงมองข้ามว่าบุรุษกับสตรีนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
“พี่รองได้บอกหรือไม่ว่ามีเรื่องอะไร” หลินหยวนซีเลิกผ้าห่มออกแล้วลงจากเตียง
“คุณหนูรับปากว่าวันนี้จะไปเขาไป๋อวิ๋นเป็นเพื่อนคุณชายรองไม่ใช่หรือเจ้าคะ”
“จริงด้วย ข้าลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท!” หลินหยวนซีรีบให้เซี่ยหมิงยกน้ำมาให้นางล้างหน้า จากนั้นค่อยเข้าไปเปลี่ยนชุดหลังฉากกั้น
“คุณหนูเจ้าคะ วันนี้คุณชายรองขอให้คุณหนูสวมชุดนี้เจ้าค่ะ” เซี่ยหมิงส่งห่อผ้าสีฟ้าให้นางห่อหนึ่ง
หลินหยวนซีเปิดห่อผ้าออกดู มันเป็นชุดยาวคอป้ายสีฟ้าอ่อนและปักไหมสีเงินลายเมฆใหม่เอี่ยมตัวหนึ่ง “พี่รองบอกว่าเวลาข้าสวมชุดสีฟ้าหรือสีฟ้าอมเขียวแล้วมันจะกลบชาดที่ข้าใช้ทาหน้าทาปากไม่ใช่หรือ”
“คุณชายรองบอกว่าวันนี้มีเรื่องสำคัญ หากได้รับการสนับสนุนจากคุณหนู โอกาสที่จะสำเร็จยิ่งมีมากเจ้าค่ะ”
หลินหยวนซีเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมาในทันที “พี่รองคงไม่ได้จะพาข้าไปหาสตรีที่หอนางโลมกระมัง”
สีหน้าของเซี่ยหมิงเปลี่ยนไป “คุณชายรองจะทำเรื่องไม่รู้ความเช่นนี้ได้อย่างไรเจ้าคะ”
แย่แล้ว ทำให้เจ้าสาวใช้นี่ตกใจเสียแล้ว หลินหยวนซีจึงรีบเอ่ยปลอบขวัญว่า “อย่ากังวลไป กลางวันแสกๆ เหล่านางโลมในหอคณิกาล้วนยังนอนหลับกันอยู่ หากพี่รองต้องการพาข้าไปหอคณิกาก็คงต้องรอให้ถึงตอนเย็นเสียก่อน...” สีหน้าของเซี่ยหมิงซีดเผือดยิ่งกว่าเดิม หลินหยวนซีเลยถือโอกาสเงียบปากแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าเสีย เพราะการแขวนคอฆ่าตัวตายของนาง สาวใช้ข้างกายนางจึงถูกขายไปหมด เหลือเพียงเซี่ยหมิงเท่านั้น นี่เป็นเพราะท่านย่าเห็นว่านางไม่อาจไม่มีคนรู้ใจข้างกายได้ ทว่าเซี่ยหมิงได้รับการกล่าวเตือนอย่างเข้มงวดว่า หากเกิดเหตุไม่คาดคิดใดๆ ขึ้นกับนางอีก เซี่ยหมิงจะต้องถูกขายไปทางเหนือที่เป็นพื้นที่อากาศหนาวเย็น จึงไม่แปลกเลยที่เซี่ยหมิงจะตกใจเป็นกระต่ายตื่นตูมได้ทั้งวัน
เมื่อเปลี่ยนชุดและทำผมเสร็จเรียบร้อย หลินหยวนซีในตอนนี้ก็กลายร่างเป็นคุณชายเจ้าสำอาง ครั้นส่องกระจก แม้แต่นางเองยังหลงใหลในตัวเองเลย “คนงามเพราะแต่งจริงๆ น่าเสียดายที่เป็นบุรุษปลอม”
พอชื่นชมตัวเองเสร็จ นางก็ไม่ลืมที่จะ ‘แปลงโฉม’ ให้ตัวเอง...ซึ่งก็คือการเติมสีผิวอย่างง่ายๆ ดูแล้วเหมือนนางมีสีผิวคล้ำขึ้น ไม่ใช่ผิวขาวอมชมพูแบบคุณหนู ทว่าหน้าตาของนางก็ยังคงงดงามอยู่ดี
“คุณหนูต้องไปเขาไป๋อวิ๋นกับคุณชายรองจริงๆ หรือเจ้าคะ”
“เจ้าวางใจ ที่เขาไป๋อวิ๋นไม่มีหอนางโลม” ตอนนี้หลินหยวนซีสงบจิตใจลงได้แล้ว พี่รองเป็นคนที่ถือว่าตัวเองเป็นผู้มีความรู้ ดังนั้นเขาจึงดูแคลนสตรีที่มาจากหอนางโลม นางดันตัวเซี่ยหมิงให้เดินไปด้านนอก “เอาละ เจ้ารีบไปเปลี่ยนชุด หากเจ้าตามมาไม่ทัน พี่รองคงดีใจมากที่สลัดเจ้าพ้น”
เมื่อได้ยินดังนั้นเซี่ยหมิงจึงรีบพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว และเสียงร้องตกใจก็ดังตามมาในทันที
“เซี่ยหมิงเจอผีหรือ” หลินจ่างยวนประคับประคองก้าวเดินที่ซวนเซให้มั่นคง เดิมทีเขาตัดสินใจจะเข้าไปหาความจริงในห้อง แต่พอหันตัวมาเขาก็พบหลินหยวนซีเดินออกมา ตาทั้งสองของเขาโตขึ้นมาอย่างอดไม่อยู่พร้อมเอ่ยชมว่า “รูปงามเกินบรรยาย ช่างเป็นบุรุษรูปงามจริงๆ!”
หลินหยวนซีเลิกคิ้วอย่างหยอกเย้า “เหตุใดวันนี้ถึงไม่กลัวข้าแย่งความเด่นของพี่รองละเจ้าคะ”
“ในสถานการณ์ที่มีหญิงงามมากมายแบบนี้ อาศัยแค่บุรุษรูปงามอย่างข้าเพียงคนเดียวคงจะไม่ได้ ว่าไปแล้วข้าเป็นถึงอัจฉริยะที่มีชื่อที่สุดในเขตเยว่โจว จะแพ้เจ้าที่ไม่มีชื่อเสียงได้อย่างไรกัน” หลินจ่างยวนคลี่พัดในมือแล้วโบกด้วยท่วงท่าสง่างาม
“หญิงงามมากมาย?” ความไม่สงบใจที่หลินหยวนซีเพิ่งจะปล่อยวางลงได้เกิดขึ้นมาอีกแล้ว “พี่รองจะพาข้าไปที่ไหนกันแน่เจ้าคะ”
“อีกเดี๋ยวเจ้าก็จะได้รู้แล้ว”
หลังจากนั้นหนึ่งชั่วยาม หลินหยวนซีก็ได้รู้ แต่นางรู้สึกเสียใจเสียแล้ว นางควรจะถามเขาให้แน่ชัด การที่มาแอบดูแบบนี้มันน่าขายหน้ามากอยู่แล้ว ยังจะเป็นการแอบดูแม่ชีอีก นี่มันเข้าท่าหรือ?
“ข้าได้ยินมาว่าพี่รองได้รับความนิยมจากสาวๆ มาก ไอ้เรื่อง ‘กินไม่เลือก’ พรรค์นี้คงไม่ได้เกิดขึ้นกับท่านกระมัง”
หลินจ่างยวนมองปราดเดียวก็รู้ว่านางกำลังคิดอะไร เขาจึงกลอกตาใส่นาง “ข้าจะไปหมายตาแม่ชีได้อย่างไร”
“ไม่ใช่แม่ชี แล้วพวกเรามาหลบอยู่ตรงนี้แอบดูอะไรหรือ” หลินหยวนซีเบ้ปากยิ้มเยาะ ตอนนี้สิ่งที่ผ่านเข้ามาในสายตาของนางก็คือแม่ชีผู้หนึ่งชัดๆ...แม่ชีผู้นี้งดงามยิ่งนัก แต่อายุน่าจะแค่ประมาณสิบปีเท่านั้น
หลินจ่างยวนยื่นมือออกไปผลักใบหน้าของนาง สายตาของนางจึงเอียงไปทางด้านขวา “เป้าหมายของเราคือป่าดอกท้อข้างวัดไป๋อวิ๋น...นี่เป็นทรัพย์สินของจวนเฉิงจวิ้นอ๋อง วันนี้พระชายาเฉิงจวิ้นอ๋องเชิญเหล่าสตรีในครอบครัวขุนนางเขตเยว่โจวมาชมดอกท้อและล่องทะเลสาบที่นี่”
บทสนทนาชะงักไปเล็กน้อย หลินหยวนซีเอ่ยขึ้นอย่างไม่สบายใจว่า “พี่รองคงไม่ได้หมายตาคุณหนูในจวนเฉิงจวิ้นอ๋องกระมัง”
หลินจ่างยวนหัวเราะแหะๆ “เสี่ยวซีช่างฉลาดเสียจริง”
หลินหยวนซีมุมปากกระตุกอย่างไม่สบายใจ “เป็นคุณหนูที่เกิดจากชายาเอกหรือว่าอนุชายา?”
“จิ่งหยางจวิ้นจู่ เป็นคุณหนูแห่งจวนเฉิงจวิ้นอ๋องเพียงผู้เดียวที่ถือกำเนิดจากครรภ์ของพระชายาเฉิงจวิ้นอ๋อง”
“...พี่รองจะสายตาแหลมคมเกินไปแล้วกระมัง” หลินหยวนซีเกือบหาเสียงตัวเองไม่พบเสียแล้ว
“ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังคิดอะไร เจ้าคิดว่าข้าคงไม่มีโอกาสแม้แต่น้อยใช่หรือไม่”
“ข้าไม่ได้พูดเสียหน่อย แต่ว่าเชื้อพระวงศ์เหล่านี้น่าจะไม่ยินยอมให้บุตรสาวของตนแต่งงานกับผู้ที่มียศต่ำกว่ากระมัง”
“หรือเจ้าว่าองค์หญิงและจวิ้นจู่สามารถแต่งงานกับฮ่องเต้ได้อย่างนั้นหรือ”
หลินหยวนซีหัวเราะแห้งๆ สองสามครั้ง “เอาละ การที่บุตรสาวของเชื้อพระวงศ์จะแต่งงานกับผู้ที่มียศสูงกว่านั้นมีโอกาสไม่มาก แต่ทว่าอย่างน้อยยศก็คงไม่ต่ำขนาดท่านแบบนี้ ยิ่งไปกว่านั้นเฉิงจวิ้นอ๋องผู้นี้เป็นพระอนุชาของฮ่องเต้ไม่ใช่หรือ บุตรสาวของเฉิงจวิ้นอ๋องเรียกฮ่องเต้ว่าเสด็จลุง ร้ายดีอย่างไรก็ต้องแต่งเข้าตระกูลที่มีอำนาจอยู่ดี”
“ไม่หรอก หากเฉิงจวิ้นอ๋องไม่อยากให้ฮ่องเต้หวาดระแวงในตัวเขา เขาจะหลีกเลี่ยงตระกูลที่มีอำนาจมาเลือกตระกูลขุนนางขั้นสามลงมาแทน”
หลินหยวนซีพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “แต่ก็ไม่รู้ว่าเฉิงจวิ้นอ๋องจะเป็นบุคคลที่ฉลาดเฉียบแหลมหรือไม่”
“แม้เฉิงจวิ้นอ๋องจะอยู่ที่เยว่โจวแต่ก็ยังได้รับความไว้วางพระทัยจากฮ่องเต้ นี่ก็พอที่จะพิสูจน์ได้ว่าเขาเป็นคนฉลาด”
ตรงจุดนี้หลินหยวนซีเห็นด้วย แต่นางยังคงมีคำพูดที่อยากจะพูดอยู่จึงเอ่ยว่า “แต่พี่รองหวังว่าสักวันหนึ่งท่านจะสามารถเข้าร่วมคณะเสนาบดีไม่ใช่หรือ หากท่านแต่งงานกับจวิ้นจู่ หนทางรับราชการนี้ไม่เท่ากับหมดหวังหรอกหรือ”
“จวิ้นจู่ไม่ใช่องค์หญิง จวิ้นจู่มีแค่เพียงสถานะ ไม่เหมือนกับองค์หญิงที่มีหน่วยองครักษ์และเบี้ยหวัดประจำปี”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ แต่หากข้าเป็นพี่รอง ข้าคงไม่สนหรอกว่าเฉิงจวิ้นอ๋องจะเป็นคนฉลาดหรือไม่ บุปผางามที่เติบโตบนผาสูงท่านอย่าได้คิดเด็ดเลย หากท่านไม่ระวัง ยังไม่ทันที่ท่านจะได้เด็ด ท่านคงจะเอวเคล็ดไปเสียก่อน”
แค่ก! หลินจ่างยวนเกือบสำลักน้ำลายตัวเองเสียแล้ว
หลินหยวนซีมองช่วงเอวของเขาอย่างดูเบาแวบหนึ่ง “ข้าว่าพี่รองก็แค่บัณฑิตอ่อนแอผู้หนึ่ง อย่าพูดถึงบุปผางามบนผาสูงเลย แค่ดอกท้อบนต้นท่านก็คงจะเด็ดมันไม่ได้”
ใบหน้าของหลินจ่างยวนแข็งค้างไปเสียแล้ว นางหนูนี่จะดูเบาเขาเกินไปแล้ว!
ใครบางคนอดที่จะขำพรืดออกมาไม่ได้ สีหน้าของหลินหยวนซีจึงเปลี่ยนไปในทันที นางรีบหันไปมองทางป่าด้านหลัง “ผู้ไร้มารยาทผู้ใดกันที่มาหลบอยู่ตรงนั้นแอบฟังพวกเรา?”
ถัดมาก็พบก้อนสีขาวๆ ก้อนหนึ่งกระโจนเข้าใส่ การตอบสนองแรกของหลินหยวนซีควรจะเป็นการกรีดร้องเสียงแหลม อย่างน้อยหลินจ่างยวนก็ยังส่งเสียงร้องตกใจออกมา แต่อยู่ๆ นางก็คิดไปถึงสุนัขที่เคยเลี้ยงในภพที่แล้วนางจึงตอบสนองโดยการยื่นมือไปอุ้มมันตามสัญชาตญาณ
“เสี่ยวหลาง อย่าซน ลงมา” บุรุษสามคนเดินเรียงกันออกมา โจวหมิงอันส่งยิ้มขอโทษหลินหยวนซีพลางเอ่ยว่า “เสี่ยวหลางชอบเสียงของนกขมิ้น เสียงของคุณชายกังวานไพเราะคล้ายกับเสียงนกขมิ้นเวลาส่งเสียงร้อง”
เสี่ยวหลางไม่สนใจเขา มันมองดูหลินหยวนซีตาปริบๆ
“เสี่ยวหลาง?” นี่คือภาพลวงหรือ เหตุใดนางถึงรู้สึกว่าเจ้าตัวที่อยู่ในอ้อมกอดนางคือจิ้งจอกน้อย?
“จิ้งจอกขาวตัวนี้มีนิสัยแปลกมาก มันชอบแค่ชื่อนี้เท่านั้น” จางฉี่หวาอธิบายยิ้มๆ
เสี่ยวหลางกระดิกหางคล้อยตามคำพูดเขา ช่างเชื่อฟังเสียจริง ทว่าสิ่งที่ทำให้หลินหยวนซีใจอ่อนจริงๆ คือแววตาของมัน มันเหมือนกับ ‘ไหน่ฉา’ สุนัขพันธุ์เบียร์ด คอลลีที่นางเลี้ยงในภพที่แล้ว นางยื่นมือไปลูบหูของมันอย่างไม่รู้ตัวแล้วเรียกเบาๆ ว่า “เสี่ยวหลาง”
เสี่ยวหลางส่งเสียงอืออาตอบกลับนาง และใช้จมูกถูไถนางอย่างชอบใจ
“เสี่ยวหลาง ขายหน้าหมดแล้ว เจ้าอย่าเอาแต่อยู่บนตัวผู้อื่นสิ” ท่าทางโจวหมิงอันเหมือนจะยื่นมือไปตีมัน แต่มันมองหลินหยวนซีต่ออย่างไม่ขยับเขยื้อน
“ดูท่าเสี่ยวหลางเหมือนจะหลงท่านเข้าให้แล้ว” จางฉี่หวาเอ่ยยิ้มๆ
“เวลาเสี่ยวหลางพบกับหญิงงามมันยังไม่กระตือรือร้นเช่นนี้เลย” ยิ่งเห็นท่าทางของเสี่ยวหลาง โจวหมิงอันยิ่งรู้สึกเหลือเชื่อ
“เสี่ยวหลางช่างเลือกมากมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เหมือนเจ้านายของมัน” จางฉี่หวามองเหออวิ๋นลั่วที่นิ่งเงียบมาตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้
เสี่ยวหลางเชิดคางขึ้นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่ามันคิดว่านี่คือเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ
“เสี่ยวหลาง มานี่” ในที่สุดเหออวิ๋นลั่วก็ส่งเสียงสั่งมัน เสี่ยวหลางที่เดิมทียังทำท่าน่ารักซุกอยู่ในอ้อมกอดของหลินหยวนซีกระโดดลงมาในทันที และกลับไปอยู่ข้างกายเจ้านาย
หลินหยวนซีอดจะมองเหออวิ๋นลั่วแวบหนึ่งไม่ได้ ทันทีที่มองเขาคำคำหนึ่งก็แวบเข้ามาในสมองนาง...เทพแห่งสงคราม คนผู้นี้คือบุรุษผู้อยู่เหนือบุรุษ ทั่วทั้งร่างของเขาเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งบุรุษเพศ
“คุณชายน้อยท่านนี้ ไม่ใช่พวกเราไร้มารยาทมาหลบอยู่ตรงนี้แอบฟังท่าน แต่ก่อนที่พวกท่านจะมา พวกเราก็อยู่ที่นี่ก่อนแล้ว” โจวหมิงอันไม่ลืมเรื่องที่พวกเขาต้องพบการถูกใส่ร้ายก่อนหน้านี้เพราะเสี่ยวหลางมาก่อความวุ่นวาย
คุณชายน้อย? นางเกิดมาตัวเล็กก็จริง แต่อายุคงไม่น้อยไปกว่าพวกเขาสักเท่าไร หลินหยวนซียกยิ้ม แสร้งทำเป็นนึกขึ้นมาได้ในฉับพลันและเอ่ยว่า “ที่แท้ก็เป็น...แนวร่วมเหมือนกันนี่เอง”
“คนโง่เท่านั้นถึงจะมาแอบดูอยู่ตรงนี้ พบหน้าแล้วแต่กลับไม่ได้พูดคุย มันจะไปมีประโยชน์อันใดกัน!” โจวหมิงอันเอ่ยเหยียดหยาม
มีคนบางคนเกิดมารูปงามทั้งยังดูสูงส่งอย่างเห็นได้ชัด แต่คำพูดที่พูดออกมา...ช่างเถอะ ไม่ใช่บุตรชายของนางเสียหน่อย คำพูดคำจาฟังไม่ได้ก็ไม่เกี่ยวกับนาง หลินหยวนซีหันไปมองหลินจ่างยวน เห็นสีหน้าของเขาดูไม่ได้เป็นอย่างยิ่งนางก็เข้าใจได้ไม่ยากว่าเหตุใดเขาถึงเป็นเช่นนี้ เขาอวดอ้างตัวเองว่าเป็นอัจฉริยะที่มีชื่อเสียงที่สุดในเขตเยว่โจว ตอนนี้กลับกลายเป็น ‘คนโง่’ จากปากของผู้อื่น
“หรือว่าคุณชายท่านนี้มีความเห็นที่ดีกว่านี้?”
“ข้าโจวเหิงจือ นี่จางจิ้งอัน และนี่เหอจื่อเชียน” โจวหมิงอันแนะนำตัวทีละคนก่อนค่อยตอบกลับว่า “ข้ามีเรือหนึ่งลำจอดอยู่ที่ทะเลสาบไป๋หลิงพอดี ขนาดไม่ใหญ่นัก แต่เหมาะสำหรับล่องทะเลสาบยิ่ง ยังมีคนเรือหญิงที่ชำนาญด้านการตกปลาและย่างปลาโดยเฉพาะ พวกเราเพียงแค่จดจ่อกับการหาโอกาสพูดคุยกับเหล่าคุณหนูที่ล่องทะเลสาบอยู่ก็พอ”
เหออวิ๋นลั่วเลิกคิ้วขึ้นแล้วชำเลืองมองโจวหมิงอันแวบหนึ่ง
ฟังแล้วหลินหยวนซีเกิดความปรารถนาที่จะไป แต่ทว่าคนผู้นี้จะทำตัวเป็นมิตรเกินไปหรือไม่? นางรู้สึกว่าเขามีเจตนาไม่ดี แต่ยังไม่ทันที่นางจะหาข้ออ้างมาปฏิเสธอย่างนุ่มนวล หลินจ่างยวนก็กระโดดโลดเต้นอย่างยินดี
“นี่จะเป็นการรบกวนคุณชายทั้งสามหรือไม่” หลินจ่างยวนรีบแนะนำตัว “ข้าหลินจ่างยวน และนี่ฟ่านซี”
“ไม่รบกวนๆ คนเยอะคึกคักดี”
หลินหยวนซีดึงแขนเสื้อของหลินจ่างยวนไว้ พี่รองจะไม่ระวังตัวเกินไปหรือเปล่า?
“การที่วันนี้พวกเราสามารถพบกันที่นี่ได้ มันคือวาสนา”
หลินหยวนซีอยากจะกลอกตาเสียจริง วาสนาที่มาแอบดูแล้วถูกผู้อื่นจับได้คาหนังคาเขาเช่นนี้ไม่ต้องนับก็ได้
“ใช่ๆๆ ข้าก็รู้สึกว่าพวกเราช่างมีวาสนาต่อกันจริงๆ” โจวหมิงอันยื่นมือไปลูบหัวของเสี่ยวหลาง “เจ้าว่าอย่างนั้นหรือไม่”
เสี่ยวหลางไม่สนใจเขา แต่กลับมองหลินหยวนซีตาปริบๆ ทั้งยังกระดิกหางไปมา
หลินหยวนซีคิดถึงไหน่ฉาขึ้นมาอีกแล้ว ใจนางอ่อนยวบยาบไปหมด นางจึงตกลงนั่งเรือล่องทะเลสาบและชมหญิงงามไปกับพวกเขา...ทว่าถึงแม้จะอยู่ในทะเลสาบเดียวกัน แต่เหล่าสตรีครอบครัวขุนนางที่พระชายาเฉิงจวิ้นอ๋องเชิญมาต่างก็เป็นผู้ที่รู้มารยาททั้งสิ้น เมื่อพบว่าเรือของพวกเขาเข้าไปใกล้ก็รีบถ่อเรือห่างออกไป และคนเรือที่ทางจวนเฉิงจวิ้นอ๋องเตรียมไว้นั้นแต่ละคนล้วนเป็นยอดฝีมือ เคลื่อนไหวคล่องแคล่วทั้งรวดเร็วฉับไว จนพวกเขาไม่มีโอกาสพูดคุยกับหญิงงามเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงจิ่งหยางจวิ้นจู่ที่เป็นเป้าหมายของหลินจ่างยวน แม้แต่เงาของนางก็ไม่ได้เห็น
แต่อย่างน้อยการล่องเรือก็จบลงอย่างปลอดภัย ทั้งยังได้กินปลาย่างจนเต็มท้อง แถมสุดท้ายยังได้รับการเชิญจากอีกฝ่ายว่า...สามวันหลังจากนี้ให้ไปพบกันที่ร้านเถาฮวา






++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
สวรรค์ นางสาบานว่าต่อไปนี้จะไม่กล้าแต่งกายเป็นบุรุษไปแอบดูหญิงงามอีกแล้ว! เพราะถูกญาติผู้พี่ชักชวนไปแอบดูหญิงงามในดวงใจ ทำให้หลินหยวนซีที่อยู่ในคราบบุรุษกลายมาเป็นสหายกับ ‘ผู้มีอำนาจที่บ้าตัณหา’ กลุ่มหนึ่ง แต่เพราะนางเป็นสตรี เมื่อเจอหน้ากันนานวันเข้าย่อมถูกสงสัย ผู้สืบทอดจวนเฉิงจวิ้นอ๋องถึงขนาดวางแผนจับคู่นางกับน้องสาวของเขาเพื่อเปิดโปงความจริงเสียด้วยซ้ำ โชคดีที่พี่ใหญ่เหอคอยช่วยเหลือโดยไม่สนใจว่าจะเข้าหน้าลูกพี่ลูกน้องไม่ติด แม้เขาจะรู้แล้วว่านางเป็นสตรีก็ตาม นางจึงรอดพ้นจากเหตุการณ์ต่างๆ มาได้
ท่าทางของพี่ใหญ่เหอดูเหมือนสุภาพอ่อนโยน แต่กลับอบอวลด้วยความน่าเกรงขาม ถึงกระนั้นนางก็รู้สึกว่าเขาน่ารักอยู่ดี จนอดคิดไม่ได้ว่าพวกผู้มีอำนาจก็ไม่ได้เลวร้ายไปเสียหมด แต่ครั้นนางปล่อยใจไปกับเขาที่มายังเมืองนี้ด้วยภารกิจลับจากฮ่องเต้ กลับมีผู้หวังดีบอกกับนางว่า...เขาคือต้นเหตุที่ทำให้เจ้าของร่างเดิมแขวนคอฆ่าตัวตาย...


รูปภาพ

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “Bongkoch Books News & Activities”